ข่าว/ประกาศ

กิตติกรรมประกาศ :
Blog นี้ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติในรายวิชา 1072403 คอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย
ผู้จัดทำและนักศึกษาทุกคน ขอขอบพระคุณเจ้าของเอกสาร ตำราและหนังสือทุกเล่มที่นักศึกษาอ่านสรุปและนำเสนอไว้ในที่นี้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่นำเสนอเป็นของนักศึกษาแต่ละคน และเนื่องจากเป็นการฝึกปฏิบัติขั้นต้นที่ยังมีข้อผิดพลาดในการพิมพ์ จึงไม่ควรนำไปใช้ในการอ้างอิงใดๆ ดังนั้น ขอให้ผู้เข้ามาศึกษาข้อมูลใน Blog นี้ โปรดทราบว่า การอ้างอิงข้อมูลที่ถูกต้องและสมบูรณ์นั้น ท่านควรศึกษาจากเอกสารต้นฉบับ
ผศ.ดร.ทิพจุฑา สุภิมารส
และนักศึกษาโปรแกรมวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 2
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

202 นางสาว เฟื่องฟ้า อาจภักดี

230 นางสาว สุพัตรา บุติมาลย์




ชื่อหนังสือ : หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
ชื่อผู้แต่ง : นภเนตร ธรรมบวร
ปีที่พิมพ์ 2551
พิมพ์ครั้งที่ 3
สถานที่ : กรุงเทพมหานคร
สำนักพิมพ์ :สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จำนวนหน้า : 394 หน้า


บทที่ 1
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการจักการการศึกษาปฐมวัย

ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่าการศึกษาปฐมวัยมีประวัติความเป็นมาอันยาวนานและน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับบุคคลที่พยายามพัฒนาชีวิตของเด็กให้ดีขึ้น
ในบทนี้ความหมายและความสำคัญของการศึกษาปฐมวัย แนวความคิด องค์ประกอบ และสถานการณ์ ซึ่งส่งผลต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบันรวมถึงหลักการพื้นฐานของพัฒนาการเด็ก

ความหมายและความสำคัญของการศึกษาปฐมวัย
การศึกษาปฐมวัยมีความสำคัญต่อประเทศมาก ดังปรากฏให้เห็นในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ในมาตราที่ 18 ที่ระบุให้มีการศึกษาปฐมวัยและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
การศึกษาปฐมวัย โดยทั่วไปจะหมายถึงการจัดการศึกษาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการพัฒนาการในเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 8 ขวบ หรือชั้นประถมศึกษาปีที่3 การจักการศึกษาสำหรับเด็กในที่นี้รวมถึงการจัดการศึกษาทั้งแบบเป็นทางการและการจัดการศึกษาสำหรับเด็กในที่นี้รวมถึงการจัดการศึกษาแบบไม่เป็นทางการด้วย เพราการเรียนรู้ของเด็กในช่วงวัยดังกล่าวถือเป็นรากฐานของการเรียนรู้ในอนาคต

ปรัชญาของการจัดการศึกษาปฐมวัย
ในอดีตความหมายของคำว่าเด็ก มีแตกต่างกันไปมากมายหลายความหมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสังคมในยุคสมัยนั้นๆ การศึกษาจะเริ่มต้นเมื่อเด็กมีอายุ ราว 6-7 ขวบ ถึงแม้ว่านักปราชญ์ในสมัยนั้น ไม่กล่าวถึงความจำเป็นของการจัดการศึกษาให้แก่เด็กก่อนหน้านั้นก็ตาม ในและละยุคสมัยที่มีผู้กล่าวถึงและเป็นที่ยอมรับรวมตลอดถึงมีการนำมาประยุกต์ใช้กับการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบันที่มีหลากหลายแนวคิด

องค์ประกอบที่สำคัญของการจัดการศึกษาปฐมวัย
ในปัจจุบันการศึกษาปฐมวัยมีรูปแบบที่แตกต่างกันมากมาย ทั้งนี้โดยขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ปรัชญา ความเชื่อ รูปแบบวิธีการเรียนการสอน รวมตลอดถึงการจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการศึกษาปฐมวัยมีองค์ประกอบที่สำคัญรวมกัน 3ประการ
1. อัตราส่วนของคุณผู้สอนต่อเด็ก
2. ขนาดของชั้นเรียน
3. การศึกษาประสบการณ์ของครูและผู้ดูแลเด็ก

สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดมาตรฐานการจัดการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพไว้ดังต่อไปนี้
1. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ในชั้นเรียน
2. หลักสูตร
3. การติดต่อสื่อ สารกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง
4. บุคลากรในสถานศึกษาปฐมวัย
5. การให้ความสำคัญกับโครงสร้างของระบบการบริหารบุคลากร
6. การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ
7. การจัดสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
8. การดูแลสุขภาพ
9. โภชนาการที่ดี
10. การประเมินผลที่เป็นระบบและมีความต่อเนื่อง

หลักการพื้นฐานของพัฒนาการเด็ก
ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่ครูปฐมวัยจำเป็นต้องทราบ ทั้งนี้เพระในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน การเรียนการสอนและทฤษฎีทางการศึกษาต่างๆ ที่ครูปฐมวัยจำเป็นต้องคำนึงถึงในการจัดการเรียนการสอนมีดังนี้
1. พัฒนาการในด้านต่างๆ
2. พัฒนาการของเด็กที่จะเกิดขึ้นตามลำดับขั้น
3. อัตราพัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน
4. เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดในสิ่งแวดล้อม
การหลีกเลี้ยงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของพัฒนาการเด็ก
ความเข้าใจผิดข้อที่ 1. มีวิธีการที่ถูกต้องเพียงวิธีเดียวในการจัดการหลักสูตรการเรียนการสอนที่คำนึงถึงพัฒนาการเด็ก

ความเข้าใจผิดข้อที่ 2. ห้องเรียนที่คำนึงถึงพัฒนาการเด็กเป็นหลัก ผู้สังเกตอาจเกิดความรู้สึกว่า ห้องเรียนมีความสับสน วุ่นวาย และขาดระเบียบ

ความเข้าใจผิดข้อที่ 3. ในห้องเรียนที่คำนึงถึงพัฒนาการเด็ก บทบาทของครูในการสอนจะมีน้อยมาก หรือไม่มีเลย




บทที่ 2
การวางแผนและพัฒนาหลักสูตร

ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า การจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยนั้นมีจุกมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการเด็กให้เต็มตามศักยภาพแห่งตน ด้วยเหตุนี้สถานศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยแต่ละแห่งจึงพยายามจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ในการจัดการเรียนการสอน คือ เราจะวางแผนและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาการ และวิธีการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน

ความหมายและความสำคัญของหลักสูตร
หลักสูตรและการศึกษาปฐมวัยมักมีคำถามและข้อสงสัยร่วมกันว่า หลักสูตรปฐมวัยคืออะไร และมักคาดหวังว่าจะได้ทราบคำตอบเมื่อผ่านการลงทะเบียนเรียนวิชาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยตามสถาบันการศึกษาต่างๆ

จุดมุ่งหมายของการจัดหลักสูตรปฐมวัย
จุดมุ่งหมายสำคัญประการหนึ่งในการจัดประสบการณ์หรือหลักสูตรสำหรับเด็ก คือการส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็ก อาทิ การแก้ปัญหาการคิด การใช้เหตุผลและการสร้างสรรค์ จุดมุ่งหมายของหลักสูตรสำหรับเด็กปฐมวัย ครูหรือนักการศึกษาควรคำนึงถึงพัฒนาการทั้ง 4 ด้านของเด็ก ได้แก่ พัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และภาษา

องค์ประกอบของหลักสูตร
หลักสูตรประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ
1. เนื้อหา หมายถึง ความรู้ ความคิดรวบยอด รวมตลอดถึงข้อมูลที่เด็กจำเป็นต้องเรียนรู้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของหลักสูตร
2. กระบวนการ หมายถึง วิธีการที่เด็กใช้ในการเรียนรู้การพัฒนาทักษะในการเรียนรู้และการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
แนวคิดและหลักการในการพัฒนาหลักสูตร
การจัดการหลักสูตรที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะการวางแผนหลักสูตรหรือโปรแกรมการศึกษาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในกระบวนการ
หลักสูตรสำหรับเด็กปฐมวัยควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ ในหัวข้อที่ตนสนใจมากกว่าการพยายามตอบคำถามของครู มีการกำหนดคำถามที่ตนอยากรู้เพื่อค้นหาคำตอบโดยการทดลอง

การวางแผนและพัฒนาหลักสูตร
หัวใจสำคัญของการวางแผนและการพัฒนาหลักสูตรอยู่ที่ความสามารถของครูในการบูรณาการความสนใจ และความต้องการของเด็กแต่ละคนความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก ปรัชญาการสอนของครู บริบทที่โรงเรียนตั้งอยู่รวมถึงการประเมินผลเข้าด้วยกัน

บทที่ 3
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยในประเทศไทย


ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า การจัดการศึกษาปฐมวัยถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้และเป็นการจัดการศึกษาที่แตกต่างไปจากการศึกษาในระดับอื่น ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายหลักคือ การพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม เป็นการพัฒนาเด็กในทุกๆด้าน จุดมุ่งหมายของการพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่ใช่เป็นเพียงการเตรียมตัวเด็กเพื่อให้พร้อมที่จะเข้าเรียนต่อในระดับประถมศึกษาเท่านั้น แต่ควรเป็นการช่วยเหลือให้เด็กใช้ชีวิตอยู่ในสังคมในวัยเริ่มต้นอย่างมีความสุข

รูปแบบการจัดหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยในประเทศไทย
การจัดการแนวพุทธ
การจัดการศึกษาและรวมข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยในประเทศไทยพบว่า ทฤษฎี หลักการ รวมตลอดถึงรูปแบบการจัดการหลักสูตรที่ใช้กันตามโรงเรียนต่างๆ ส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากต่างประเทศ
หลักการและแนวคิด
การพัฒนามนุษย์ตามพุทธศาสนาได้กล่าวถึงการฝึกฝนมนุษย์ให้สมบูรณ์ทั้งทางพฤติกรรม สติปัญญาและจิตใจไปพร้อมกัน
รูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามแนวพุทธศาสนา
ในปัจจุบันนักการศึกษาได้นำแนวคิดทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน อาทิ รูปแบบการสอนสร้างศรัทธา
สภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศไทย
การปฏิรูปการศึกษาจะประสบความสำเร็จได้นั้น เราจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาของเด็กตั้งแต่ระดับประปฐมวัย ทั้งนี้เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่นอกจากเด็กจะพัฒนาทางกายภาพตามปกติแล้ว การพัฒนาทางสมองของเด็กก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว
การจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่า มีดัชนีชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึงการเสื่อมถอยของคุณภาพชีวิตเด็กปฐมวันในหลายด้าน ดังนี้
1. อัตราการตายของทารกแรกเกิด
2. เด็กไทยกว่า 500,000 คน เกิดมาพร้อมกับความพิการ
3. การกระจายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กวัย 3-5 ขวบ
4. คุณภาพของการจัดการศึกษาแก่เด็กวัย 3-5 ขวบ

แนวโน้มของการจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคต
จากสภาพความต้องการของเด็กไทย รวมตลอดถึงปัญหาต่างๆเกี่ยวข้องกับตัวเด็ก อาทิ คุณภาพและมาตรฐานของสถานรับเลี้ยงเด็ก การอบรมเลี้ยงดูเด็ก การพัฒนาเด็กให้เต็มตามศักยภาพอย่างเป็นระบบรวมตลอดถึงการกำหนดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่พึงปรารถนาในอนาคต

บทที่ 4
สภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการศึกษาปฐมวัย

ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่าการเล่นถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์และมีผลดีสำหรับเด็กทุกคน เพราะเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ การเล่นมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นด้าน ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา การเล่นยังช่วยส่งเสริมกระบวนการคิดของเด็กและเปิดโอกาสให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์
ในการเล่น เด็กได้มีโอกาสใช้จินตนาการและความพยายามในการคิดค้นสิ่งต่างๆ การเล่นเป็นกิจกรรมที่เกิดจากแรงจูงใจภายใน เด็กจึงสามารถเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับระดับความสามารถของตนซึ่งจะช่วยให้เกิดความรู้สึกปล่อยภัย

ความหมายของการเล่น
การเล่นถือเป็นวิธีที่สำคัญ และเป็นพื้นฐานสำหรับเด็กเล็กๆ ในการเรียนรู้สำหรับโลกรอบตัว การเล่นเป็นการกระทำหรือปฏิบัติที่ซับซ้อน การเล่นสามารถเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง เริ่มที่บ้าน ที่โรงเรียน ในสนามเด็กเล่น บนท้องถนน คำจำกัดความของการเล่นสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ
1. สิ่งที่เด็กกระทำและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัวเด็กขณะกำลังเล่น
2. สิ่งที่เกิดได้จากการเล่น

ความสำคัญของการเล่นต่อการเรียนรู้ของเด็ก
การเล่นช่วยให้เด็กสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโลกรอบตัวในการเล่น เด็กจะมีอำนาจที่จะทำสิ่งต่างๆ เพื่อตนเอง ขณะเดียวกันเด็กก็มีโอกาสฝึกทักษะที่สำคัญและพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง
เด็กเล็กๆ จะยังไม่ตระหนักในความแตกต่างระหว่าง การทำงาน และ การเล่น สิ่งใดๆ ก็ตามที่เด็กทำถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ สิ่งที่เด็กเรียกว่าการเล่น แท้จริงคือการทำงาน ของเด็ก เด็กจะใช้สมาธิทั้งหมดของตนมุ่งไปที่กิจกรรมหนึ่งกิจกรรมใดที่ตนสนใจ

ความแตกต่างระหว่างเพศหญิงและเพศชายในการเล่น
ผู้ปกครองและครูได้ทำการสังเกตเด็กชายและเด็กหญิงในขณะเล่น และพบความแตกต่างที่เด่นชัดในการเล่นระหว่างเด็กชายและเด็กหญิง ความแตกต่างดังกล่าวได้แก่ พฤติกรรมการเล่น การเลือกของเล่น รวมตลอดถึงการเลือกประเภทของเล่น

บทบาทของครูในการส่งเสริมการเล่นของเด็ก
ครูปฐมวัยจำเป็นต้องมีความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับการเล่น มีความตระหนักว่าเด็กเรียนรู้จากการเล่น และการเล่นคือการเรียนรู้ของเด็ก บทบาทของครูในการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการเล่นมีดังนี้
1. การบูรณาการหลักสูตรผ่านการเล่น
2. การส่งเสริมกระบวกการคิดผ่านการเล่น
3. ครูต้องเป็นแบบอย่างในการเล่นแก่เด็ก



บทที่ 5
การจัดสภาพแวดล้อมสำหรับเด็กปฐมวัย


ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่าสภาพแวดล้อมเป็นสถานที่ที่เด็กได้แสดงออกซึ่งความสนใจ ความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์ ปัญหา รวมตลอดถึงความวิตกกังวลของตนเอง สภาพแวดล้อมแต่ละแห่งจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าไม่มีสภาพแวดล้อมใดจะมีสภาพที่สมบูรณ์แบบสำหรับเด็ก

ความหมายของสภาพแวดล้อม
สภาพแวดล้อมตามความหมายของพจนานุกรมภาษาอังกฤษ หมายความถึง สภาวะที่มนุษย์อาศัยอยู่หรือทำงาน และส่งผลต่อความรู้สึก รวมถึงประสิทธิภาพในการทำงานโดยทั่วไปแล้วสภาพแวดล้อมทางการศึกษาปฐมวัยมักมีความหมายถึง สภาพภายในชั้นเรียน

การวางแผนเพื่อจัดสภาพแวดล้อม
ในการวางแผนเพื่อจัดสภาพแวดล้อมสำหรับเด็กปฐมวัย มีสิ่งที่ครูควรคำนึงถึง 2 ประการ คือ
1. บุคคลที่อยู่ในสภาพแวดล้อม
2. สุขภาพอนามัย และความปลอดภัยในสภาพแวดล้อม
- การดูแลด้านสุขภาพอนามัยของเด็ก
- การดูแลด้านความปลอดภัยของเด็ก

หลักในการจักสภาพแวดล้อมเพื่อความสำเร็จ
การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แก่เด็กประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. ครูควรส่งเสริมให้เด็กเขียนชื่อหรือติดรูปของตนเองลงบนพื้นที่หรือวัสดุอุปกรณ์ของตนเอง
2. ครูควรให้โอกาสเด็กในการตัดสินใจ
3. ส่งเสริมให้เด็กรับผิดชอบในการเก็บของเล่นด้วยตนเอง
4. ส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนและจัดสภาพแวดล้อม
5. ให้เวลาแก่เด็กอย่างเพียงพอ

การจัดสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน
การจัดสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกชั้นเรียนได้อย่างเหมาะสม ถือเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรปฐมวัย เพราะสภาพแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอนที่จะช่วยให้ครูบรรลุวัตถุประสงค์
1. การจัดสภาพแวดล้อมในชั้นเรียน
ห้องเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยควรมีขนาดใหญ่ทั้งนี้เพราะเด็กต้องการมีพื้นที่ในการทำงาน เคลื่อนไหว และอยู่รวมกันกับผู้อื่นได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด การจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนควรยืดหยุ่นได้ และมีชีวิตชีวา
สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการจัดสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนคือ ครูควรวิเคราะห์แผนการจัดการชั้นเรียนโดยคำนึงว่าการเรียนรู้ควรเกิดขึ้นทุกด้าน
2. การจัดสภาพแวดล้อมนอกชั้นเรียน
ประสบการณ์นอกชั้นเรียนถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ ของเด็กโปรแกรมปฐมวัยที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก
ในการจัดสภาพแวดล้อมนอกชั้นเรียน ความปลอดภัยถือว่ามีความสำคัญมาก ทั้งนี้เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเล่นอย่างอิสระ

บทที่ 6
รูปแบบของการจัดโปรแกรมสำหรับเด็กปฐมวัย
ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า หัวใจสำคัญประการหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษา คือการปฏิรูปกระบวรการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการพัฒนาขีดความสามารถของผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ

หลักสูตรการเรียนการสอนแบบโครงการ
หลักการและแนวคิด
การจัดการเรียนการสอแบบโครงการไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงการศึกษาปฐมวัย แต่เป็นเรื่องที่ได้จัดทำมาเป็นเวลานานแล้ว
โครงการคืออะไร
หัวใจสำคัญเกี่ยวกับการเรียนการสอนแบบโครงการ คือ การเรียนรู้เกี่ยวกับหัวข้อหรือหน่วยการเรียนมากกว่าการพยายามตอบคำถามของครู ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของการเรียนรู้แบบโครงการ คือ การเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเรียนหน่วยการเรียนหรือหัวข้อที่ตนสนใจ
บทบาทของครูในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงการ
บทบาทของครูหรือผู้สอนในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงการถือว่ามีความสำคัญมากโดยเริ่มตั้งแต่การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็ก ครูจำเป็นต้องให้ความใส่ใจต่อการจัดสิ่งแวดล้อมในทุกๆ ด้าน
บทบาทของครูในการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
ในการสอนภาษาแบบธรรมชาติ หรือแบบองค์รวมนั้น ครูจำเป็นต้องเข้าใจพัฒนาการทางภาษาของเด็กหรือผู้เรียน ภาษาประกอบด้วยทักษะที่สำคัญ 4 ประการ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน การจัดการเรียนการสอนตามแนวการเรียนรู้ภาษาแบบธรรมชาติ จึงมุ่งเน้นการสอนแบบบูรณาการ โดยทักษะภาษาทั้ง 4 ด้าน

การจัดการศึกษาที่บ้านสำหรับเด็กปฐมวัย
ในปัจจุบัน การจัดการศึกษาที่บ้าน ได้แพร่หลายออกไปในหลายประเทศทั่วโลก ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และเครือข่ายสาระสนเทศ ที่ช่วยให้พ่อแม่สามารถจัดการศึกษา ที่บ้านแก่เด็กได้ด้วยตนเอง

ความหมายของการจัดการศึกษาที่บ้าน
การจัดการศึกษาที่บ้านมีความหมายถึง การจัดการศึกษาที่พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นผู้รับผิดชอบ อำนวยการให้เกิดการเรียนรู้ที่บ้าน บางครอบครัวอาจจัดการศึกษาที่บ้านในรูปแบบที่มีโครงสร้างอย่างเคร่งครัด บางครอบครัวอาจจัดการศึกษาในรูปแบบที่ผ่อนคลายมากขึ้น การจักการศึกษาที่บ้านถือเป็นการศึกษาทางเลือกที่นำเสนอแนวคิดใหม่แก่ผู้ปกครองที่ไม่พึงพอใจกับการจัดการศึกษาของรัฐ

เหตุผลและเป้าหมายของการจัดการศึกษาที่บ้าน
การจัดการศึกษาที่บ้าน ถือเป็นการศึกษาเรียนรู้ที่มีเป้าหมายของตนเอง โดยมุ่งไปที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ ถ้าเด็กมีพัฒนาการที่ดี มีความสุข ใฝ่รู้ สร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง พ่อแม่ก็ถือว่า ได้บรรลุเป้าหมายที่ตนตั้งไว้แล้ว

วิวัฒนาการของการจัดการศึกษาที่บ้าน
เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า ครอบครัวเป็นสถาบันการศึกษาที่สำคัญที่สุด และเป็นรากฐานหลักของการพัฒนามนุษย์ ด้วยเหตุนี้ การศึกษาจึงไม่ควรจำกัดอยู่กับครู และการเรียนหนังสือที่โรเรียนเท่านั้น

รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
การจัดประสบการณ์ทางการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับเด็กนั้นมีรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความเชื่อ ความต้องการ ความสนใจและกิจกรรมประจำวันของแต่ละครอบครัว


บทที่ 7
การส่งเสริมให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่าการจัดการศึกษาจะประสบความสำเร็จได้นั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนและบ้าน เพราะทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นส่วนที่สำคัญต่อชีวิตและการศึกษาของเด็ก

ความสำคัญของครอบครัวและชุมชนต่อการจัดการการศึกษา
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ของเด็ก และการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา การมีส่วนร่วมของพ่อแม่ ผู้ปกครองในการจัดการศึกษามิใช่มีผลต่อความสำเร็จทางด้านการเรียนของเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการประสบความสำเร็จในชีวิตของเด็กอีกด้วย
สัมพันธภาพที่ดีงามระหว่างบ้านและโรงเรียนช่วยส่งเสริมสายใยของความสัมพันธ์ในครอบครัว และพัฒนาการของเด็ก เมื่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง มีสัมพันธ์ภาพที่ดีของเด็กก็จะช่วยลดความวิตกกังวลในการดูแลเด็กของพ่อแม่

รูปแบบการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการจัดการศึกษา
รูปแบบการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ ผู้ปกครองในการจัดการศึกษาสามารถทำได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้
1. การเข้าร่วมในการกำหนดนโยบายหรือหลักสูตรของโรงเรียน
2. การเข้าร่วมในการจัดกิจกรรมต่างๆ ในชั้นเรียนสำหรับเด็ก
3.การพบปะ สนทนา พูดคุย หรือการเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
4. การเข้าร่วมประชุมครู-ผู้ปกครอง
5. การสื่อสารกับผู้ปกครองโดยผ่านสมุดบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก



บทที่ 8
การประเมินผลหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่าการประเมินผลเป็นกระบวนการของการตัดสินใจเพื่อดูว่าความต้องการของเด็ก ได้รับการตอบสนองหรือไม่ และบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้มากน้อยเพียงใด การประเมินผลหลักสูตรหมายรวมถึงการประเมินผลหลักสูตรโดยทั่วๆ ไป การประเมินผลแผนการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน เป้าหมายของการสอน การแสดงออกของเด็ก รวมถึงบทบาทของครูผู้สอน

ความหมายของการประเมินผล
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า การประเมินผล มีความหมายครอบคลุมหลายด้าย ไม่ได้มุ่งเพียงแค่ผลการตัดสินคุณค่าของโครงการ แต่การประเมินผลจะหมายถึงกระบวนการพิจารณา และเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการตัดสินใจ นอกจากนั้น การประเมินผลหลักสูตรยังหมายรวมถึงการพิจารณาเกี่ยวกับการบรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้

การประเมินผลการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของเด็ก
พฤติกรรมการแสดงออก และการมีส่วนร่วมของเด็ก เป็นส่วนสำคัญของการประเมินผลหลักสูตรการเรียนการสอน ครุควรประเมินผลการมีส่วนร่วมของเด็กในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ อาทิ เด็กบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ เด็กกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่จัดขึ้นหรือไม่ นอกจากนั้น ครูผู้สอนควรมีการประเมินผลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กในชั้นเรียนอย่างสม่ำเสมอ

การประเมินผลครู
การประเมินผลครูผู้สอนเป็นการประเมินผลเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับองค์ประกอบในตัวผู้สอนที่จะเอื้อให้การสอนมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ ประเภทและลักษณะของคำถามที่ใช้ในการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ความกระตือรือร้นในการสอน รวมตลอดถึงการอธิบาย และยกตัวอย่างประกอบการเรียนการสอน การประเมินผลครูผู้สอน จะช่วยให้ผู้ถูกประเมิน ได้ข้อมูลสะท้อนกลับที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอน โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวพันกับครูผู้สอนโดยตรง

ความคิดเห็นที่มีต่อหนังสือเล่มนี้
หนังสือเล่มนี้ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย มีเนื้อหาสาระที่หลากหลายข้าพเจ้าได้รับความรู้และประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าอยากชวนผู้อ่านทุกท่านมาอ่านหนังสือเล่มนี้ดูเพราะว่าหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง


นางสาว สุพัตรา บุติมาลย์ เลขที่ 30
โปรแกรมวิชา การศึกษาปฐมวัย

230 นางสาว สุพัตรา บุติมาลย์

สรุปประเด็น:การจัดศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กอนุบาล

กลุ่มที่ 3:สรุปประเด็น การจัดศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กอนุบาล
สรุปเนื้อหา
ประโยชน์ของการจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียน
1. สร้างบรรยากาศการเรียนตามความสนใจของนักเรียน
2. ส่งเสริมให้เด็กแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
3. ฝึกการทำงานเป็นหมู่ เคารพในสิทธิ และฟังความคิดเห็นของคนอื่น
4. ส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
5. เปิดโอกาสให้ครูได้ใกล้ชิดกับเด็กทุกกลุ่ม
6. ช่วยให้การถ่ายทอดความรู้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
7. ทำให้ครูมีการตื่นตัวค้นคว้าหาความรู้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การจัดศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กอนุบาล
ปัจจุบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สามารถนำเข้ามาบูรณาการเข้าเป็นหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับเด็กอนุบาล การจัดการสอนด้วยศูนย์การเรียนสำหรับเด็กอนุบาล ประกอบด้วยศูนย์การเรียนต่างๆเช่น ศูนย์วิทยาศาสตร์ ศูนย์คณิตศาสตร์ ศูนย์บล็อก ศูนย์บ้าน ศูนย์ศิลปะ
นักการศึกษาได้ยอมรับความสำคัญและคุณค่าของเทคโนโลยีที่เป็นสื่อคอมพิวเตอร์ในการนำมาเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนให้แก่เด็ก ส่งเสริมการเรียนอย่างเหมาะสมตามพัฒนาการ
การสร้างสภาพแวดล้อมของศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์
การจัดศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์ ควรมีเพียงพอสำหรับการวางคอมพิวเตอร์ประมาณ 3-4 เครื่อง และปริ้นเตอร์ 1-2เครื่อง การจัดเนื้อที่เสริมสำหรับการทำกิจกรรม เช่น บริเวณหนังสือ บริเวณเล่นสมมุติ และมุมผ่อนคลาย เพื่อให้เด็กรู้จักจัดเวลาสลับไปมาระหว่างกิจกรรมหน้าจอคอมพิวเตอร์และกิจกรรมนอกจอ
ข้อคำนึงถึงด้านองค์ประกอบที่สำคัญของศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์
1. ระบบการใช้ไฟฟ้า ที่คำนึงความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่มีเด็ก
2. แหล่งของแสง มีผลสะท้อนจากบานกระจกหน้าต่าง หรือแสงไฟนีออน
3. ความร้อนและพลังงานสนามเหล็กแม่เหล็ก
4. คอมพิวเตอร์ไม่ควรตั้งอยู่ใกล้น้ำหรือชอล์ก
5. ควรมีการเชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์
6. การวางคอมพิวเตอร์ไว้หลายตัวร่วมกันมีผลดีต่อการสร้างสัมพันธ์ของเด็ก
การใช้คอมพิวเตอร์ในศูนย์การเรียน เช่นการจัดวางคอมพิวเตอร์ไว้ประจำศูนย์ต่างๆ เช่นศูนย์เรียน ศูนย์วิทยาศาสตร์ ศูนย์เล่นสัมผัส บริเวณเล่นสมมติ ครูอาจวางแผนให้คอมพิวเตอร์สำหรับเด็กโยกย้ายได้ เพื่อสะดวกในการจัดการเรียนการสอนเป็นกลุ่มใหญ่

ข้อควรคำนึงถึงที่สำคัญในการเลือกใช้คอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ทุกชนิดควรสามารถนำมาใช้งานได้กับ software ที่ดีที่สุด ครูต้องคาดการณ์และวางแผนล่วงหน้าสำหรับการ upgrade เครื่องมือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้สามารถนำไป upgrades ได้
วิธีการเลือกใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
การคัดเลือก softwtware ที่มีคุณภาพและมีความเหมะสมขึ้นโดยตรงกับชนิดของคอมพิวเตอร์
การเลือก software ที่มีคุณภาพ
1. การเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์สะท้อนปรัชญาที่คล้ายคลึงกับปรัชญาการศึกษา
2. ช่วยให้เด็กรู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
3. สนับสนุนกิจกรรมการเรียนในรูปแบบอื่นๆ

สมาชิก
1.นางสาวรัตติยา โสรเนตร 52191860207
2.นางสาวรัตนาภรณ์ โพธิวัฒน์ 52191860208
3.นางสาวลำดวน สมัญญา 52191860214
4.นางสาววิภาวี ชนะวงษา 52191860217
5.นางสาวศิริพร ปันแสง 52191860219
6.นางสาวสุพัตรา สานุสันต์ 52191860231
7.นางสาวสร้อยทิพย์ ชื่อมี 52191860224
8.นางสาวสุวรรณรัตน์ จริตรัมย์ 52191860234
9.นางสาวสุวิมล พลแสน 52191860236
10.นางสาววาสนา ดัชถุยาวัตร 52191860215
11.นางสาวสริดา อุณชาติ 52191860225
นักศึกษาโปรแกรมวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 2 หมู่2

203 นางสาวภรณ์ทิพพย์ จงใจรักษ์




ชื่อหนังสือ:คู่มือการเลี้ยงลูก วัยแรกเกิด-6ปี
ผู้เขียน: กลุ่มการวิจัยและสารสนเทศ สำนักส่งเสริมสถานบันครอบครัว สำนักงานกิจการสตรี และสถานบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ข้อมูลทางบรรณสารสนเทศ: ISBN 978 - 616 - 7192 - 00 -0
พิมพ์ครั้งที่ 1 :กันยายน 2552 จำนวน 1,0000
สถานที่พิมพ์ :2249 ถ.ลาดพร้าว เขตบางทองหลวง กทม. 10310
สำนักพิมพ์ :พิมพ์ที่โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว
จำนวนหน้า :135 หน้า

คู่มือการเลี้ยงดูลูก

ในบทนี้ผู้เขียนกล่าวว่าครอบครัวและเด็กในปัจจุบันต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกือบตลอดเวลา ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องรู้จักปรับตัวและพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถและมีความพร้อมที่จะรับมือกับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างรู้เท่าทัน
คุณพ่อคุณแม่ปัจจุบันต้องมีข้อมูลและความรู้สมัยใหม่ เพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยววิธีการเลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสมในช่วงวัย ซึ่งจะเป็นการวางพื้นฐานที่ดีให้กับลูกต่อไป

นักวิชาการระบุว่า ธรรมชาติของเด็กจะเรียนรู้ได้โดย
1. การเลียนแบบโดยสัญชาตญาณ หรือโดยศรัทธา
2. การเลือกเรียนแบบ
3. ผ่านการอบรมสั่งสอน
สำหรับการเลี้ยงดูในยุคปัจจุบัน ควรอบรมเลี้ยงดูลูกให้เติบโตเป็นคนดีมีคุณภาพ และสามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันได้อย่างมีความสุข
ซึ้งการไปสู่เป้าหมายนั้นได้ คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญในการเลี้ยงดูลูกในด้านต่างๆ ดังนี้
1.) การเลี้ยงดูให้มีสุขภาพร่างกายดี
2.) การเลี้ยงดูให้มีสติปัญญาดี
3.) การเลี้ยงดูให้มีอารมณ์ และจิตใจดี
4.) เลี้ยงดูให้รู้จักการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
5.) การเลี้ยงดูให้เป็นคนมีคุณภาพ



การเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพร่างกายดี
ในบทนี้ผู้เขียนกล่าวเป็นเรื่องสำคัญแรกที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้เลี้ยงดูต้องให้การดูแลเอาใจใส่ ได้แก่ อาหาร การกิน การอาบน้ำและเช็ดตัว การนอน น้ำหนัก การขับถ่าย การส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กตามวัย การตรวจสุขภาพและรับวัคซีนป้องกันโรค และการดูแลรักษาเมื่อลูกเจ็บป่วย

1. อาหารการกิน
นมแม่เป็นอาหารธรรมชาติที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียวสำหรับทารกในช่วง 6 เดือนแรก เพราะเด็กสามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยน้ำนมของแม่ โดยไม่จำเป็นต้องมีอาหารอื่นใดเพิ่มเติมแม้กระทั้งน้ำ
เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มมีความพร้อมในการทานอาหาร 3 ช่วงได้แก่
1. ช่วงให้นมแม่ คือ ช่วงแรกเกิดจนถึง6เดือน
2. ช่วงให้อาหารเสริม คือ ช่วง 6เดือนขึ้นไปจนถึงขวบ
3. ช่วงปรับตัวทานอาหารเหมือนผู้ใหญ่ คือ ช่วงตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไป

2.การอาบน้ำและเช็ดตัว
ทารกแรกเกิด ต้องจัดให้อาบน้ำอุ่นในสถานที่ที่ไม่มีลมจัดเกินไป และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กเท่านั้นโดยไม่จำเป็นต้องอาบน้ำทุกวัน อาจเพียง 2-3 วันครั้ง การเช็ดตัวเพื่อทำความสะอาดร่างกายก็เพียงพอพอแล้ว
3.การนอน
เด็กจะได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเพราะเด็กที่นอนไม่เพียงพอจะเติบโตช้า รวมทั้งมีปัญหาด้านการเรียนรู้ และอารมณ์ตามมา

4.น้ำหนัก
เด็กจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พ่อแม่ควรติดตามชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงของลูกทุก 3 เดือน โดยจดรายละเอียดลงในสมุดบันทึกสุขภาพ และเมื่อพาลูกไปปรับบริการการตรวจสุขภาพและวัคซีน
5.การขับถ่าย
โดยปกติเด็กจะขับถ่ายวันละประมาณ 3-4 ครั้ง อุจจาระเด็กปกติจะอ่อนเหลวและมีสีเหลือง ในเด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป ควรให้ดื่มน้ำ ทานผัก และผลไม้มากๆฝึกให้เข้าห้องน้ำเป็นเวลา
6.การส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กตามวัย
เด็กเล็กเวลาตื่นควรให้นอนเล่น หากเด็กคลานหรือนั่งได้ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพื่อเด็กจะได้เคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้เขามีร่างกายที่ร่างกายที่แข็งแรง
7.การตรวจสุขภาพและรับวัคซีนป้องกันโรค
เด็กทุกคนต้องได้รับการตรวจสุขภาพ และรับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคที่สถานพยาบาลเป็นระยะ
8.การดูแลรักษาเมื่อลูกเจ็บป่วย
หากลูกมีอาการงอแงผิดปกติย่อมทำให้พ่อแม่เกิดความกังวลใจ อย่างไรก็ตาม การหาสาเหตุเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นอาจมีหลายสาเหตุ เช่น อาการไม่สบายตัว อาการป่วย อาการหิว พ่อแม่ควรหาสาเหตุของอาการที่เป็นไปได้ และแก้ไขเบื้องต้น



การเลี้ยงลูกให้มีสติปัญญาดี

ในบทนี้ผู้เขียนกล่าวว่าคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการเลี้ยงลูกให้มีสติปัญญาดี ควรทำความเข้าใจพร้อมๆกับการปฏิบัติ ดังนี้
1.กรรมพันธุ์
2.สิ่งแวดล้อมจากการอบรมเลี้ยงดู
2.1สิ่งแวดล้อมตั้งแต่อยู่ในครรภ์
2.2สิ่งแวดล้อมจากการอบรมเลี้ยงดู
3.สิ่งแวดล้อมอื่นๆที่มีผลต่อสมองของลูก
3.1 อาหารบำรุงสมอง
3.2การเล่น
3.3ดนตรี


การเลี้ยงลูกให้มีอารมณ์ และจิตใจดี
ในบทนี้ผู้เขียนกล่าวว่าสามารถเกิดขึ้นได้จากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ โดยเฉพาะในช่วงแรกเกิด -3 ปีแรกของชีวิตโดยพ่อแม่จะต้องให้ทั้งความรัก ความเอาใจใส่ และมีการสื่อสารพูดคุยกับลูกอย่างสม่ำเสมอ
1วิธีการเลี้ยงดูลูกให้อารมณ์ดี มีดังนี้
1.1การปฏิบัติตนของพ่อแม่
1.เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก
2.มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
3.มีเวลาให้กับลูก
4.รับฟังความคิดเห็นและความต้องการของลูก
5.ส่งเสริมความสามารถไปพร้อมๆกับการยอมรับข้อจำกัดของลูก
6.พ่อแม่ต้องไม่ขัดแย้งกันต่อหน้าลูกโดยเฉพาะเรื่องการอบรมสั่ง สอนลูก
7.ควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ให้โต้ตอบลูกเร็วเกินไป
8.รู้จักประนีประนอมกับลูก
9.ระวังคำพูด ไม่เถียงกับลูก ไม่จู้จี้ขี้บ่น
10.ขอโทษลูกเมื่อท่านทำผิด
1.2เลี้ยงให้มีอารมณ์ที่มั่นคง
1.3เลี้ยงให้มีทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง
1.4เลี้ยงให้รู้จักควบคุมและเข้าใจอารมณ์ตนเอง
1.5ฝึกนิสัยที่ดีให้กับลูก
1.6เทคนิคการเลี้ยงดู มีดังนี้
1.ให้ความรักความอบอุ่น
2.ตอบสนองความต้องการอย่างถูกต้อง
3.ให้ความสำคัญกับการพูดคุยกับลูกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
4.อ่านหนังสือและร้องเพลงให้ลูกฟัง ชี้ภาพให้ดู ซึ่งเป็นการ ปลูกฝัง นิสัยรักการให้กับลูกต่อไปด้วย
5.ฝึกให้ลูกมีวินัยในการทำกิจวัตรประจำวัน
6.ส่งเสริมให้ลูกใฝ่รู้
7.ตั้งคำถามให้ลูกแสดงความคิดเห็น
8.สอนให้ลูกรู้จักช่วยตนเอง
9.สอนให้ลูกรู้จักการให้และการแบ่งปัน
10.เลือกรายการโทรทัศน์ที่เหมาะสมและควบคุมไม่ให้ดูมาก เกินไป
11.ฝึกให้ลูกแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง
12.ตั้งกฎที่เหมาะสมกับวัยและนิสัยลูก
13.ฝึกระเบียบวินัยกับลูกอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
1.7กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกอารมณ์ดี
1.การคุยกับลูก
2.ฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเอง
3.ให้เด็กเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ
4.ให้ทำงานบ้าน
5.หางานอดิเรกที่สร้างสรรค์ให้ลูกทำ
6.ให้เล่นกีฬา
7.ให้ลูกได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ



2.วิธีการเลี้ยงดูลูกให้มีจิตใจดี
2.1สอนให้มีจิตใจโอบอ้อมอารี
2.2สอนให้เข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
2.3ปลูกฝังหลักคำสอนทางศาสนาในการดำเนินชีวิต


การเลี้ยงลูกให้รู้จักการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ในบทนี้ผู้เขียนกล่าวว่าการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขคงเป็นสิ่งที่ทุกท่านคาดหวัง แต่จะทำได้หรือไม่อยู่ที่ลักษณะความเป็นตัวของแต่ละคน และการสั่งสอนทั้งจากครอบครัวและโรงเรียน ซึ่งบางคนอาจทำได้ยาก ในขณะบ้างคนทำได้ง่าย
1.มีกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว
หลักในการปฏิบัติต่อลูกที่สำคัญ คือ ต้องมีเวลาให้ลูก
2.ส่งเสริมให้ลูกเล่นกับเพื่อน
เมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ ลูกจะเริ่มรู้จักการเล่นกับผู้อื่น รู้สึกสนุกที่ได้เล่น รู้จักการเลียนแบบ เช่น การปรบมือตามผู้อื่น
3.ฝึกให้มีระเบียบวินัย
4.สอนการอยู่ร่วมกับผู้อื่น / การใช้ชีวิตในสังคม
5.สอนกิริยามารยาท
6.สอนทักษะทางด้านภาษา
-ศิลปะการรับฟังลูกพูด
-ศิลปะการตั้งคำถาม






การเลี้ยงลูกให้เป็นคนมีคุณภาพ

ในบทนี้ผู้เขียนกล่าวว่าปัจจุบันคงต้องยอมรับว่าการเลี้ยงดูเด็กไม่ได้เป็นเพียงการเลี้ยงดูให้มีสุขภาพร่างกายดี สติปัญญา อารมณ์/จิตใจดี และการรู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่นเท่านั้นแต่จำเป็นต้องอบรมเลี้ยงดูให้เขาเติบโตเป็นคนมีคุณภาพเพียงพอด้วย เพื่อให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันได้อย่างมีความสุข โดยเรื่องที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญ
1.สอนให้เป็นตัวของตัวเอง
2.สอนให้รู้จักช่วยเหลือตนเอง
3.สอนให้รู้จักสร้างแรงจูงใจกับตัวเอง
4.สอนให้รู้จักความพอเพียง
5.ส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของลูก
6.สอนให้มีทักษะชีวิต และรู้จักการเรียนรู้
7.เลี้ยงให้ลูกมีความสุข
การเล่น หน้าที่สำคัญของเด็ก
ในบทนี้ผู้เขียนกล่าวว่าการเล่นจึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการพัฒนาความสามารถในทุกๆด้านของเด็ก ซึ่งช่วยให้เด็กสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้ดีในอนาคต
ดังนั้นพ่อแม่ต้องจัดเวลาและสถานที่ให้ลูกได้เคลื่อนไหว ออกกำลังกาย และสามารถเล่นได้อย่างปลอดภัยเพราะลูกต้องคืบ คลาน เกาะเดิน หรือ วิ่งเล่น และได้ออกกำลังกายในที่โล่งกว้างและปลอดภัย
แนวคิดเกี่ยวกับการเล่น
1.การเล่นคือหน้าที่สำคัญของเด็ก
2.การเล่นเป็นโลกของเด็กซึ่งช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้
3.การเล่นช่วยส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ และสังคม
4.การเล่นเป็นความต้องการของเด็ก
5.ผู้ใหญ่ช่วยส่งเสริมประสบการณ์การเล่นให้แก่เด็กได้
ลักษณะการเล่นของเด็ก
1.การเล่นเด็กจะไม่มีแบบแผน
2.เด็กมักชอบเล่นโดยการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ
3.การเล่นแบบสร้างจินตนาการ
4.การเล่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเด็ก
5.การเล่นของเด็กและเวลาที่ใช้ในการเล่นโดยรวม
6.ความสนใจในการเล่นของเด็กในแต่ละวัยจะมีความแตกต่างกัน

ประโยชน์ของการเล่น
การเล่นมีประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กทุกๆ ด้านทำให้เด็กได้พัฒนาความสามารถด้านต่างๆ ของชีวิต ได้แก่
1.ด้านร่างกาย
2.ด้านจิตใจและอารมณ์
3.ด้านการเรียนรู้
4.ด้านสังคม
5.ด้านภาษา
ลักษณะการเล่นที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ
การเลือกของเล่นสำหรับเด็กในวัยต่างๆ
หลักการเลือกของเล่นให้ลัก
เกณฑ์ในการเลือกของเล่น ได้แก่
1.ต้องมีความแข็งแรง ไม่แตกง่าย
2.ขนาดต้องไม่เล็กจนเกินไป
3.สีที่ใช้ทำของเล่นต้องมีความปลอดภัย
4.เก็บรักษาและทำความสะอาดง่าย
5.ระบุอายุของเด็กที่เหมาะกับของเล่น
ข้อควรระวังในการเล่นของเด็ก
1.ห้ามเล่นปลั๊กไฟ
2.การเล่นที่โลดโผนหรือรุนแรงเกินไป
3.การเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดี
4.สถานที่ไม่ปลอดภัย
5.ของเล่นที่มีสีสันสดใสเกินไปอาจมีสารพิษที่เป็นอันตราย
6.ควรให้เด็กเล่นอยู่ในสายตาผู้ใหญ่
7.ไม่ควรให้เล่นเกมกดและวีดีโอเกมตามลำพังและมากเกินไป

เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องปฏิบัติ
1.ศึกษาหาความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก
2.ให้เวลาและดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูลูกอย่างใกล้ชิด
3.อบรมสั่งสอนพร้อมกับการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก
4.อบรมสั่งสอนผ่านกิจวัตรประจำวัน
65.ฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตนเองอย่างเหมาะสมตามวัย
7.สร้างแรงจูงใจที่ดีอย่างสม่ำเสมอ

การปรับตัวของผู้ที่กำลังเป็นคุณพ่อคุณแม่
ในบทนี้ผู้เขียนกล่าวว่าการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี และไม่เกิดปัญหาต่อการดำเนินชีวิตคู่ ก็คือ สามีภรรยาต้องส่งเสริมบทบาทหน้าที่ในการเลี้ยงลูกให้เป็นซึ่งกันและกัน อย่าให้ปัญหาเรื่องลูกมาทำลายความสัมพันธ์ และอย่าให้ลูกเป็นทั้งหมดของชีวิต ที่สำคัญ ถึงแม้จะมีลูกคุณทั้งสองคนก็ยังต้องมีเวลาเป็นส่วนตัวของตนเองด้วย เพียงแต่อาจมีน้อยลงเมื่อมีลูก




ความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือ

หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์แก่ข้าพเจ้ามากเพราะให้ความรู้ในเรื่องการเลี้ยงลูกวีธีต่างๆ ในแง่ของสังคมในยุคปัจจุบันว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรและสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หรือว่าผู้ปกครองควรเอาไปปฏิบัติต่อลูกให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเหมาะสำหรับแก่พ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อนำไปส่งเสริมในการเลี้ยงดูอบรมเอาใจใส่ในการดูแลตามหนังสือเล่มนี้คะและข้าพเจ้าจะนำความรู้จากหนังสือไปใช้ประโยชน์ให้มากคะ


จัดทำโดยนางสาวภรณ์ทิพย์ จงใจรักษ์ โปรแกรมการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ รหัสนักศึกษา 52191860203 เลขที่3 หมู่ที่ 2 ระดับค.บ.5/2
เสริมพลังสมองของลูกให้เป็นเลิศ
ผู้เขียน กวิลัม โรเบริ์ตส์
จัดพิมพ์ที่สำนักพิมพ์ เดลฟี
พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ 2521

บทที่๑ พลังสมอง
- ศักภาพนับล้านๆ
ในบทนี้ผู้เขียนได้เขียนถึงผู้คนที่ฟังรายการวิทยุแล้วได้ยินเสียงเพลงที่ชื่นชอบจากนักร้องคนหนึ่งว่าทำไมถึงจำเสียงเขาได้ว่าเป็นเสียงของนักร้องคนนั้นคนนี้ เสียงที่คุ้นหูนั้นมีส่วนเกี่ยวพันกันกับกระบวนการนึกคิด ความจำและความรู้สึก กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์
ความสามารถและศักยภาพเท่านั้นที่ทำให้ลูกประสพความสำเร็จ
สมองนับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกายของคนเรามีเส้นประสาทจำนวนนับไม่ถ้วนคอยควบคุ้มการทำงานต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการหายใจ การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหาร และอีกหลายๆหน้าที่
เนื้อเยื่อชั้นนอกของสมองเราเรียกว่า เปลือกสมอง(Cortex Ciribri) ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ประสาทจำนวนมหาศาลที่เราเรียกว่า หน่วยประสาท (Neurons) เส้นประสาทเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องส่งและเครื่องรับในขณะเดียวกัน การกระตุ้นต่างๆจากภายนอกจะถูกรบกวนในลักษณะของคลื่นไฟฟ้า และกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองที่ซับซ้อนไม่ว่าจะเป็นรุปของความคิด ความเข้าใจ การประเมิน และการให้เหตุผล
สมองของเด็กนั้นหนักประมาณ 0.9 กิโลกรัม หรือประมาณ1/50 ของน้ำหนักร่างกาย
สมองของคนเราติดต่อและสั่งงานไปยังส่วนต่างๆได้ 2 ทางคือ ทางเส้นประสาท และระบบการไหลเวียนของเส้นเลือดภายในร่างกายหรือได้รับการกระตุ้นจากภายนอกจะถูกส่งผ่านไปที่ศูนย์บัญชาการคือ สมอง การกระตุ้นภายนอกจะรับได้ด้วยประสาท ความรู้สึกทั้ง 5 ซึ่งได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส การกระตุ้นภายในมาจาก กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ เนื้อเยื่อ
- แรงกดดันที่มีต่อลุกคุณ
ผู้เขียนได้เขียนถึงความเครียดซึ่งเกิดกับวัยเด็ก และเป็นต้นเหตุของอาการที่ผิดปกติหลายอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้อาทิ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง เขินอาย เข่าอ่อน ตกใจกลัว และอาการอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสอนให้ลูกตระหนักและเรียนรู้เรื่องความเครียด และให้การอบรมกับบุตรหลานของท่าน และควบคุมจัดการกับภาวะเช่นนั้นได้ด้วยตัวเอง
- จำแนกกำหนดไว้ และควบคุมความเครียด
ผู้เขียนได้เขียนถึงอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาสติปัญญาความสามารถของเด็กที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเครียดขึ้นกับเด็กที่มาก่อกวนจิตใจของเด็กตลอดเวลา
การนั่งคุยกันถึงปัญหาต่างๆเหล่านี้ จะเป็นก้าวที่สำคัญในการที่จะพัฒนาขั้นต่อไปถึงแม้จะต้องใช้เวลากับมันบ้างพอสมควร แต่มันก็จะเป็นวิธีการสำหรับขั้นต่อไปซึ่งใช้เวลาน้อย หลังจากนั้นเด็กสามารถควบคุมภาวะเครียด และสามารถจัดการกับมันได้อย่างดีในด้านความอดทน การควบคุมอารมณ์ การปฏิบัติตัว

บทที่ ๒ บทบาทของผู้เป็นพ่อแม่
- เสริมความเชื่อมั่น
ผู้เขียนได้เขียนถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของพ่อแม่กับลูกและบอกแนวทางปรับปรุงแก้ไขที่ทำให้เด็กประสพผลสำเร็จที่โรงเรียนและที่อื่นๆ นอกเหนือจากนั้นเป็นแบบทดสอบของคุณ
1. คุณรักลูกและยอมรับเขาในฐานะเป็นปุถุชนคนหนึ่งหรือไม่?
2. สมมุติว่าคุณรักลูกของคุณ คุณแสดงเขารู้ว่า คุณรักเขาหรือไม่?
3. คุณเลียงลูกของคุณให้มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากแค่ไหน?
4. คุณรับฟังความคิดเห็นของลูกทุกครั้งหรือไม่?
5. คุณกับลูกสามารถพูดคุยกันได้แค่ไหน?
ลูกจะบอกคุณหรือไม่เวลาเขามีเรื่องกลุ้มใจ?
อีกทางหนึ่งในการกระตุ้นให้ลูกมีความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวคุณ คือคุณจะต้องเชื่อใจในตัวลูกด้วยเมื่อคุณวางใจในลูก ลูกย่อมวางใจในคุณ
- สร้างสรรค์สภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
ผู้เขียนได้เขียนถึง การปฏิบัติซึ่งจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแลงสภาพแวดล้อมบางอย่างเพื่อความสำเร็จของลูก สภาพแวดล้อมภายในบ้านเป็นปัจจัยสำคัญที่มีต่อความสำเร็จ พฤติกรรมพัฒนาการของลูก ห้องพักควรจะจัดให้อยู่ในสถานที่ที่ควบคุมเสียงรบกวนจากภายนอก หรืออาจจะมีการควบคุมกำหนดเวลาเปิดปิดโทรทัศน์ และ วิทยุ
- จัดดำเนินการตามกฎเกณฑ์
ผู้เขียนได้เขียนถึงการพูดจาของพ่อแม่ที่โน้มน้าวจิตใจของลุกและปลูกฝังให้ลูกเชื่อฟังและปฏิบัติตามกฎระเบียบให้กับลูกของท่าน หากลูกของท่านยังคงดื้อดึงไม่ปฏิบัติตามระเบียบวินัยที่คุณวางไว้ เช่น ไปบ้านเพื่อน กลับบ้านดึก กรณีเช่นนี้ คุณอาจจะต้องค้นหาข้อเท็จจริง อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างซึ่งทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเครียด คุณกวดเข้มงวดขันมากเกินไปหรือเปล่า ไม่ค่อยมีเหตุผลหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม อย่าเข้มงวดเกินไป และอย่าอ่อนเกินไป อย่าตั้งหรือเปลี่ยนกฎเกณฑ์โดยปราศจากเหตุผลมาอธิบายให้เด็กเข้าใจ อย่าลงโทษถ้ายังไม่ได้พูดกับเขาก่อน
- สร้างแรงจูงใจให้ลูก
ผู้เขียนได้เขียนถึงการสร้างแรงจูงใจให้แก่เด็กให้มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ เด็กทุกคนควรมีความพยายามต่อสู้ที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง
- เริ่มต้นเมื่อไหร่ดี
ผู้เขียนได้เขียนถึง การเตรียมแผนการเรียนให้เด็กตั้งแต่เกิด เพื่อเป็นการสร้างให้เด็กเป็นอัจฉริยะ เป็นความคิดที่ได้รับมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้คนคิดว่าอะไรก็ตามที่เริ่มช้ากว่าในวัยเด็กจะเป็นการสายเกินไป ผมขอยืนยันกับคุณว่า ไม่มีคำว่าสายเกินไป ผมเชื่อว่าจะเป็นการดีกว่า ถ้าจะเริ่มต้นตั้งแต่เนิ่นๆในวัยเด็ก เพราะจะได้ไม่ต้องมาเร่งรีบหรือกดดันมากในภายหลัง ลูกของท่านจะได้เริ่มต้นอย่างมั่นคง และค่อยเป็นค่อยไป ผมขอย้ำว่าพ่อแม่เป็นครูที่สำคัญของลูก

บทที่๓ โภชนาการ
- จำแนกกำหนดให้รู้ ถึงความยุ่งยากลำบากต่างๆ
ในบทนี้ผู้เขียนได้เขียนถึงปัญหาของเด็กที่พบบ่อย คือ การส่งเสียงดัง ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ ระดับมาตรฐานการเรียนต่ำกว่านักเรียนส่วนใหญ่ในวัยเดียวกัน และการทะเลาะวิวาทกับเพื่อน

อยู่เสมอ เหล่านี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งปกติวิสัยซึ่งเกิดขึ้นกับทุกชั้นทุกห้อง คุณครูทุกท่านจะต้องมีปัญหาเหล่านี้ไม่มากก็น้อยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ที่น่าเป็นกังวลที่สุดคือ เด็กเหล่านี้จะไม่สามารถเรียนรู้และไม่ประสพผลสำเร็จในชีวิต
- ดูแลเรื่องอาหารของลูก
ผู้เขียนได้เขียนถึง การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามที่กำหนดให้(Diet) เด็กที่ได้รับโภชนาการที่ไม่ถูกต้อง จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากที่ได้รับโภชนาการที่ถูกต้อง
ชีวิตของคนเราล้อมรอบและผูกพันกับอาหารอยู่ตลอดเวลา เราทานข้าวทุกวัน วันละ 3 มื้อบาง 4มื้อบาง บางทีก็5มื้อ เป็นต้น อาหารเข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตคนเราตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อต้องการเฉลิมฉลองในโอกาสหรือเทศกาลที่สำคัญก็จะจัดงานเลี้ยง ซึ่งจะมีเรื่องของการรับประทานอาหารร่วมกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิด งานแต่งงาน งานครบรอบ ฯลฯ
- ผลจากอาหารการกินที่มีต่อพฤติกรรม
ผู้เขียนได้เขียนถึงอาหารที่เราบริโภคเข้าไปนั้นเข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติของคนเรา ความบกพร่องต่างๆที่เกิดขึ้นกับเด็กบ่อยครั้งนั้นขึ้นอยู่กับอาหารที่ทานเข้าไป อาหารจึงเข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาสมองของคนเรา ทั้งนี้เนื่องจากความซับซ้อนของกระบวนการเรียนรู้ของคนเราซึ่งประกอบไปด้วย กระบวนการทางชีววิทยา เคมี และไฟฟ้า เข้ามาปฏิบัติการกับสมองคนเรา ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ความสัมพันธ์ต่อกัน ตลอดจนสิ่งแวดล้อม
- สารอาหารที่จำเป็น
ผู้เขียนได้เขียนถึงสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายเราไม่สามารถผลิตได้เอง สารอาหารเหล่านั้นได้แก่
1. กรดอะมิโน(โปรตีน) Amino Acids (Protein)
2. คาร์โบไฮเดรท(Carbohydrates)
3. ไขมัน Essential Fatty Acids (Fats)
4. วิตามิน (vitamins)
5. เกลือแร่ (Minerals)
- สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
ผู้เขียนได้เขียนถึงปัญหาที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้นั้นคือ มลภาวะเป็นพิษ ซึ่งมีสสารหลายชนิดที่ปะปนอยู่ใน อากาศ น้ำ และพื้นดิน ซึ่งมีอันตรายต่อร่างกายและสมองของคนเรา



- การใช้อาหารเสริม
ผู้เขียนได้เขียนถึงการได้รับอาหารเสริม นั่นคือ วิตามินเสริม เมื่อลูกได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะอาหารเสริมมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างครบถ้วนและมีคุณค่าต่อสุขภาพที่แข้งแรงสมบูรณ์ให้แก่ลูกของคุณ

บทที่๔ อะไรเกิดขึ้นที่โรงเรียน
- คำถามสำหรับพ่อแม่
ในบทนี้ผู้เขียนได้เขียนถึง ความสำคัญของโรงเรียนหลายประการนั่นคือ โรงเรียนมีบทบาทที่สำคัญมากสำหรับอนาคตและความสำเร็จของลูกคุณ นอกจากนั้นยังเป็นปัจจัยซึ่ง เกี่ยวข้องโดยเพื่อน การเรียนรู้ที่จะพูด เล่น การคบหาสมาคม รู้จักรับผิดชอบร่วมกันกับบุคคลอื่น
- โรงเรียนมีวิธีดำเนินการอย่างไร
ผู้เขียนได้เขียนถึงแนวทางการชี้แนะในการคัดเลือกโรงเรียนสำหรับลูกของท่าน จุดแรกต้องพิจารณาครูใหญ่ของโรงเรียน หรือ คณบดี ผู้อำนวยการ อาจารย์ใหญ่ หัวหน้าภาควิชา เหล่านี้ก่อนเป็นอันดับแรก
- การเลือกโรงเรียนประถม
ผู้เขียนได้เขียนถึง การเลือกโรงเรียนประถมเพราะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาการศึกษาของเด็ก
- การเลือกโรงเรียนมัธยม
ผู้เขียนได้เขียนถึงการคัดเลือกโรงเรียนในระดับมัธยมให้กับลูกของคุณ? โรงเรียนต่างๆในปัจจุบันนี้ได้มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงจากสมัยก่อนมาก ทั้งนี้เจ้าของโรงเรียนหรืออาจารย์ใหญ่ได้สวมบทบาท “นักการขาย” ในการขายสิ้นค้าของตนเพื่อแข่งขันกับโรงเรียนอื่นๆเพื่อวัตถุประสงค์ในการดึงดูดนักเรียนมาเข้าเรียน
- การเชิญที่ควรตอบรับ
ผู้เขียนได้เขียนถึง ความจำเป็นอย่างมากที่พ่อแม่ควรจะมีการติดต่อและไปเยิ่ยมโรงเรียนของลูก ศึกษาปัญหาข้อเท็จจริง และร่วมแก้ไขกับทางโรงเรียนเป็นการร่วมมือสนับสนุนการศึกษาของเด็กทั้ง 2 ทาง คือ โรงเรียนและทางบ้าน

บทที่๕ ปัญหาต่างๆทั้งในและนอกโรงเรียน
- พูดกันให้ทะลุปรุโปร่งในเรื่องต่างๆ
ในบทนี้ผู้เขียนได้เขียนถึง พ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่นเพราะช่วงนี้อยู่ในช่วงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างวัยเด็กกับวัยผู้ใหญ่ เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้จะไม่มีความมั่นคง เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตใจ หรืออาจจะได้รับการกดดันจากที่โรงเรียน จากเพื่อนที่ชักนำในทางที่ผิดๆหรืออาจจะเกิดจากสิ่งยั่วยุต่างๆในโลกที่มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น
- ยาเสพย์ติด
ผู้เขียนได้เขียนถึงสิ่งที่เป็นอันตรายและน่ากลัวมากที่สุด คือ ยาเสพย์ติด เพราะว่าในปัจจุบันโดยเฉพาะโรงเรียนอาจจะมีคนไม่ดีพยายามที่จะชักชวนให้เด็กลองเสพยาเสพย์ติด โดยเขาจะปกปิดอันตรายของยาเสพย์ติดแต่เสนอแต่สิ่งดี เป็นต้น ว่าเสพย์แล้วมีความสุข สนุกสนาน
- สารระเหย
ผู้เขียนได้เขียนถึง สารระเหยที่เป็นอันตรายต่อเด็กเช่นเดียวกับยาเสพย์ติด เด็กที่อยู่ในช่วงวัยเรียนมักมีแนวโน้มในการติดสารระเหยมากกว่าการติดยาเสพย์ติดชนิดอื่น เพราะสารระเหยมีราคาถูกและหาได้ง่าย และไม่ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
- การสูบบุหรี่
ผู้เขียนได้เขียนถึง สิ่งที่น่าวิตกเกี่ยวกับสุขภาพของเด็กวัยรุ่นคือ มีการพบว่า31% ของเด็กชายที่ไม่ได้เรียนหนังสือ และ28%ของเด็กหญิงที่ไม่ได้เรียนหนังสือ จะสูบบุหรี่เป็นประจำ
- เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ผู้เขียนได้เขียนถึง การจัดงานเลี้ยงฉลองต่างๆในโอกาสครบรอบของวันสำคัญต่างๆซึ่งเรามักจะพักผ่อนกับเพื่อนๆด้วยการจัดงานเลี้ยงปาร์ตี้ เพื่อกระชับความสัมพันธไมตรีระหว่างกลุ่มเพื่อนๆด้วยการดื่มเหล้าหรือแอลกอฮอล์ ซึ่งผลข้างต้นจะทำให้ผู้ที่ดื่มเกิดความพอใจ
- เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นและโรคเอดส์
ผู้เขียนได้เขียนถึง ปัจจุบันนี้เด็กวัยรุ่นจำนวนมากขึ้นที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่ย่างเข้าวัยหนุ่มสาว และวัยรุ่นส่วนมากคิดว่าจะขาดเรื่องนี้ไม่ได้ และภาพทางโทรทัศน์ยิ่งทำให้สับสนมากขึ้น
- โรคเอดส์
ผู้เขียนได้เขียนถึง เรื่องโรคเอดส์ว่าติดต่อกันได้อย่างไร ให้เข้าใจศัพท์เกี่ยวกับเชื้ออสุจิ น้ำหล่อลื่นหรือการถ่ายเลือด เพื่อให้ลูกของคุณเข้าใจว่าโรคเอดส์นี้คร่าชีวิตคนมาหลายล้านคนในอดีตและปัจจุบัน
ความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับหนังสื่อเล่มนี้
หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจและให้ความสำคัญแก่ลูกได้เป็นอย่างดี เพราะหนังสื่อเสริมพลังสมองของลูกให้เป็นเลิศนี้มีเนื้อหาที่เน้นในเรื่องการพัฒนาเด็กหรือลุกของคุณให้เป็นเลิศในเรื่องต่างๆ เช่น ความคิด การแสดงออก สติปัญญา สุขภาพ เข้ากับคนอื่นได้ดี มีมนุษยสัมพันธ์ดี ที่สำคัญคือ สมองดี

ผู้ที่นำมาเผยแพร่ให้ผู้ที่สนใจอ่าน
นางสาว ศิริวรรณ เสรมแก้ว เลขที่22
โปรมแกรมวิชาการศึกษาปฐมวัย
คณะครุศาสตร์ ค.บ.5/2(หมุ่2)

224 สร้อยทิพย์ ชื่อมี



ชื่อหนังสือ : สร้างสุขให้ลูกรัก
ผู้เขียน : Dr. Carol Valinejad
แปลและเรียบเรียง: ณัฐวรรณ์ กิจรัตนโกศล
พิมพ์ครั้งที่ 1 : กรกฏาคม 2552
จัดพิมพ์โดย : สมาร์ทคิดส์พับลิชชิ่ง
จำนวนหน้า : 220 หน้า
รายละเอียด:



สรุปเนื้อหา หนังสือสร้างสุขให้ลูกรัก: มีทั้งหมด 5 บท ดังนี้

บทที่ 1
สูตรแห่งความสุข
ผู้เขียนได้กล่าวถึง
1. ความสุขคืออะไร
ความสุขเป็นสิ่งที่รับรู้ได้ง่ายแต่นิยามความหมายได้ยาก มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของความพึงพอใจแต่ก็ยังรวมถึงความสมหวังเมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จอีกด้วย กล่าวคือ เราตอบสนองต่อความสำเร็จในชีวิตด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ แต่เมื่อนำมาปรับใช้กับทารกหรือลูกน้อยวัยหัดเดินแล้ว โดยธรรมชาติแล้วเด็กๆ จะมีความอยากรู้อยากเห็นกับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวดังนั้นเขาจึงมักตั้งคำถามเพื่อช่วยให้เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น
2. เหตุใดเด็กบางคนจึงมีความสุขมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ ?
เด็กจะมีความสุขได้ย่อมต้องมาจากพื้นบานทางบ้านที่มีความสุข เด็ก ๆ เรียนรู้อารมณ์ของความสุขได้จากการสังเกตและสัมผัสกับคนรอบ ๆ ตัว นอกจากนั้นพวกเขาจะรู้สึกมีความสุขเมื่อผู้ใหญ่สนับสนุนและยอมให้พวกเขาทดลองทักษะใหม่ๆ ได้ด้วยความมั่นใจ
3. การเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์
อารมณ์ของคนเรามีผลกระทบกับแง่มุมเกือบทุกเรื่องในชีวิต ตั้งแต่เรื่องความรักความสัมพันธ์ไปถึงความสามารถในการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการทำสิ่งต่าง ๆ ให้ประสบความสำเร็จ ความสามารถในการจัดการกับความรู้สึกของเราเองยังมีผลต่อความสามารถในการจัดการกบปัญหาอื่น ๆ ที่เข้ามาในชีวิตของเราอีกด้วย
4. ความต้องการของพ่อแม่
การดูแลลูกอย่างมีประสิทธิผล พ่อแม่ต้องเอาใจใส่กับความต้องการของตนเองรวมทั้งความต้องการของลูกด้วย พ่อแม่ที่ไม่มีความมั่นใจในตนเองหรือละเลยต่อหน้าที่ รวมทั้งพ่อแม่ที่รู้สึกเหนื่อยล้าตลอดจนคิดว่าตนเองขาดคุณสมบัติของความเป็นพ่อแม่ ล้วนส่งผลในแง่ลบต่อลูกได้ทั้งสิ้น
5. การบริหารเวลา
สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่หลายคนเครียดคือความรู้สึกที่ว่า “ทำอะไรก็ไม่เสร็จ” ตลอดจนเรื่องที่สามีภรรยาไม่มีเวลาให้กันและกัน ในการหลีกเลี่ยงเรื่องดังกล่าวคุณจำเป็นต้องบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิผล เพื่อที่คุณจะสามารถสร้างบรรยากาศอันเหมาะสมให้กับลูกๆ แล้วตัวคุณเองก็ยังมีความสุขด้วย


บทที่ 2
การพัฒนาความมั่นคงทางอารมณ์ในตัวเด็ก
ผู้เขียนได้กล่าวถึง
1. สานสายใยกับลูกรัก
ความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างทารกกับบุคคลสำคัญในชีวิตเป็นสิ่งทีจำเป็นที่จะช่วยให้พวกเขาพัฒนาอารมณ์และความสามารถในการเข้าสังคมได้เป็นผลสำเร็จ ความผูกพันอันมั่นคงจะช่วยเตรียมพวกเข้าให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ร้ายๆ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงวัยต่าง ๆไป ซึ่งหมายถึงว่าพวกเขาจะเติบโตเป็นคนที่มีน้ำอดน้ำทนต่ออุปสรรค์ต่าง ๆ
2. การแสดงความรัก
โดยธรรมชาติแล้วทารกเกือบทุกคนจะดูน่ารักน่าเข้าไปอุ้มไปกอดหรือหอมแก้ม อาจเป็นเพราะความเป็นเด็กทารกนั้นกระตุ้นสัญชาตญาณความรักของพ่อแม่ในตัวคุณ ทารกเองก็จะรู้สึกรักคุณเช่นกันเมื่อคุณแสดงความรักต่อพวกเขา
3. การเริ่มรับประทานอย่างเหมาะสม
อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อชีวิต เด็กๆ จะพัฒนาความรู้สึกเกี่ยวกับการรับประทานและความรู้สึกเกี่ยวกับอาหารประเภทใดประเภทหนึ่งได้อย่างดีตั้งแต่ในช่วงต้นวัย ดังนั้นการทำให้เด็กมีความรู้สึกที่เป็นบวกในเรื่องดังกล่าวนับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ
4. การเรียนรู้วิธีรับประทานอาหารด้วยตัวเอง
พ่อแม่ควรมีความมั่นใจเมื่อลูกวัยหัดเดินอยากรับประทานอาหารด้วยตนเอง การรับประทานอาหารด้วยตัวเองเป็นทักษะที่สำคัญและเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าลูกเริ่มช่วยตัวเองได้แล้ว ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าความคล่องแคล่วย่อมมาจากการฝึกฝนบ่อยๆ เท่านั้น
5. ใช้ช่วงเวลารับประทานอาหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยทั่วไปแล้วเด็กๆจะมีสองประเภทคือพวก “กินง่าย” กับพวก “กินยาก” สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นพวกกินง่ายก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร โดยในส่วนนี้จะว่าด้วยเนื้อหาสำหรับพ่อแม่ที่พยายามจะให้ลูกรับประทานอาหารได้ครบถ้วน
6. สร้างนิสัยการนอนหลับที่ดีให้กับลูกน้อย
การนอนหลับช่วยให้ร่างกายและจิตใจกระปรี้กระเปร่าขึ้นอีกครั้ง เด็ก ๆ จะมีความสุขเมื่อได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยถ้าสามารถสร้างนิสัยการนอนหลังที่ดีปละเป็นระบบให้กับลูกน้อยได้แล้ว ทั้งคุณพ่อ คุณแม่และคุณลูกก็จะนอนหลับได้อย่างสบายและสดชื่น
7. การจักการกับฝันร้าย
เด็กทุกวัยสามารถฝันร้ายได้ แต่มักพบเห็นได้ทั่วไปในกรณีของเด็กวัยหัดเดินจนถึงเด็กอายุ 6 ขวบ เชื่อกันว่าฝันร้ายเป็นอาการมาจากช่วงกลางวันที่เด็กประสบภาวะความตรึงเครียด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต
8. ช่วงเวลาความสนุก
ช่วงเวลาของความสนุกคือโอกาสที่เด็กทำกิจรรมอันจะเป็นการเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเขาเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสูตรแห่งความสุข นอกจากนั้นเด็ก ๆ ยังสามารถเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อพวกเขารู้สึกสนุกกับสิ่งที่กำหลังทำอยู่
9. การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
เด็ก ๆ นั้นมีสมรรถภาพในการเรียนรู้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย และในการที่เด็กจะเสริมสร้างพัฒนาการต่าง ๆ ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้พวกเขาเรียนรู้และแสวหาความรู้ได้โดยไม่มีอันตราย
10. การเคารพในกฎเกณฑ์และขอบเขต
เด็กๆ จะมีพัฒนาการด้านต่างๆ ตามความสามารถในการเข้าใจกฎเกณฑ์ความประพฤตินั้นไม่ใช่สิ่งที่เด็กจะรู้ได้เองตามธรรมชาติ ผู้ใหญ่ จำเป็นต้องอบรมสั่งสอนและให้แนวทางที่เหมาะสมกับเด็กในการปฏิบัติ
11. การรับมือกับความผิดหวัง
การต้องรับมือกับความผิดหวังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หากเด็กๆ เรียนรู้วิธีการรับมือกับเรื่องดังกล่าวได้เร็วมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะพร้อมทำใจให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น


บทที่ 3
การสื่อสารกับลูกในเชิงบวก
ผู้เขียนได้กล่าวถึง
1. ความสำคัญของการเล่น
การเล่นเป็นขั้นตอนสำคัญในช่วงพัฒนาการของเด็ก และเราสามารถคาดการณ์ได้โดยดูจากการที่เด็กเล่นได้ดีแค่ไหนเมื่อไปโรงเรียนเด็กก็สามารถเรียนได้ดีเช่นกันการที่เด็กไม่มีโอกาสได้เล่นจะมีผลทางลบกับความสามารถในการสื่อสารของเขา
2. วิธีที่เด็กเรียนรู้ภาษา
ทารกในช่วงวัยแบเบาะนั้นสื่อสารโดยไม่ต้องใช้คำศัพท์ แต่ไม่นานพวกเขาจะรู้ว่าภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้สื่อความหมายความต้องการของเขา รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในชีวิตอีกด้วยทารกเข้าใจสิ่งเหล่านี้ก่อนที่จะพูดได้เสียอีก
3. ความสำคัญของภาษาท่าทาง
อากัปกิริยาและสีหน้าท่าทางล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร อันที่จริงแล้วสิ่งที่เราถ่ายทอดออกมาส่วนมากนั้นไม่ได้อาศัยคำพูดเด็กๆ สามารถใช้ภาษาท่าทางได้อย่างมีประสิทธิผลก่อนที่พวกเขาจะสามารถพูดได้เสียอีก
4. การแสดงออกถึงความคิดของเด็ก
การแสดงออกของเด็กในด้านต่าง ๆ เป็นการเผยบุคลิกภาพของเขาออกมาเด็กๆ สามารถแสดงออกในทางสร้างสรรค์ได้หลายรูปแบบเช่น การทำงานผีมืองานศิลปะ การแต่งเพลงการเล่นละครการเล่นบทบาทสมมติ หรือการเล่นย้อนเหตุการณ์ในอดีต เป็นต้น
5. การให้ทางเลือกและการอบรมสั่งสอน
การให้ทางเลือกในระดับที่พอเหมาะนั้นช่วยให้พวกเขาพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองจนพัฒนาทักษะในการประเมินค่าสิ่งต่างๆ นอกจากนี้ การอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เขาทราบถึงการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม
6. การใช้ภาษาอย่างมีประสิทธิผล
เด็ก ๆ จำเป็นต้องสื่อสารออกมาด้วยความมั่นใจเพื่อจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและประสบการณ์ว่าสำเร็จ พึงระลึกไว้ว่าความสารถด้านการสื่อสารของเด็กนั้นเป็นรากฐานของความสุขทางอารมณ์และทางสังคมของเด็ก
7. การพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึก
เด็กเล็กก็เหมือนคนวัยอื่นๆ ที่ในแต่ละวันสามารถมีอารมณ์ความรู้สึกได้หลากหลายบ้างก็เป็นในแง่บวก ในขณะที่บางทีก็เป็นในแง่ลบ เด็กๆที่เรียนรู้การเปิดเผยความรู้สึกออกมานั้นจะสามารถแก้ไขความขัดแย้งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น
8. การให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น
การที่เด็กได้แสดงความคิดเห็นนั้น เป็นปัจจัยที่ช่วยแสดงความเป็นตัวของตัวเอง และความมั่นใจออกมา ความเห็นของเด็กคือสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างไปจากเพื่อนคนอื่นๆ เด็กที่ไม่แสดงความคิดเห็นจะกลายเป็นผู้รับความสนใจในที่สุด
9. การยกย่องชมเชย
เด็กวัยหัดเดินต้องการคำชมจากคุณบ้าง ในช่วงวัยนี้พวกเขาเรียนรู้ว่าอะไรที่ควรทำและอะไรที่ไม่ควรทำ และคำชมเชยของคุณก็ช่วยย้ำให้เด็กทราบว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร
10. ให้รางวัลเมื่อเด็กทำดี
เมื่อคุณทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจในการกระทำของตน เขาก็จะพยายามปฏิบัติแบบนี้ซ้ำอีกนานวันเข้าพฤติกรรมดังกล่าวก็จะมีความมั่นคงจนเด็กทำได้อย่าง เป็นอัตโนมัติในที่สุด


บทที่ 4
การส่งเสริมการเข้าสังคมกับผู้อื่น
ผู้เขียนได้กล่าวถึง
1. ครอบครัวและกลุ่มเพื่อน
ครอบครัวและกลุ่มเพื่อนนับเป็นสังคมแรกที่เด็กรู้จัก การที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและกลุ่มเพื่อนจะช่วยให้เขามีแหล่งพักพิงที่มั่นคงปลอดภัยแหล่งอื่นที่นอกเหนือไปจากตัวคุณ รวมทั้งช่วยเปิดโอกาสให้ลูกสร้างความผูกพันกับบุคคลอื่นๆอีกด้วย
2. รู้จักกับสังคมใหม่ๆ
ลูกน้อยวัยหัดเดินนั้นมีโอกาสจะได้เปิดโลกของเขาให้กว้างขึ้นเมื่อเขามีความผูกพันอย่างมั่นคงกับคนใกล้ชิด การได้พบปะผู้คนหน้าใหม่เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นและน่าสนุก แต่ก็อาจทำให้เด็กเล็กกังวลได้ถ้าเขายังไม่มีความมั่นใจในกานเข้าสังคม
3. การสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
โดยธรรมชาติแล้วเด็กวัยแบเบาะนั้นคิดถึงแต่ตัวเองเป็นหลัก แต่เมื่อเติบโตขึ้นลูกน้อยวัยหัดเดินจะเริ่มเรียนรู้ความรู้สึกของคนอื่น การเอาใจเขามาใส่ใจเรานั้นเป็นทักษะสำคัญในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
4. การเสริมสร้างความใส่ใจและการแบ่งปัน
การเรียนรู้ที่จะแบ่งปันและผลัดกันทำสิ่งต่างๆ ถือเป็นทักษะทางสังคมที่มีความสำคัญ เด็กๆจะมีข้อได้เปรียบในการสร้างมิตรภาพเมื่อพวกเขาเล่นเป็นทีมกับคนอื่นๆ ตลอดจนสามารถเจรจาต่อรองได้อย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งรู้จักประนีประนอมและมีน้ำใจเป็นนักกีฬา
5. ความกลมเกลียวระหว่างพี่น้อง
เรามักพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องไปในแง่ลบ โดยธรรมชาติแล้วเราจะทึกทักเอาว่าพี่ชายน้องสาวหรือพี่สาวน้องชายจะเข้ากันได้ยาก แต่ความจริงก็มิได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะเมื่อคุณเข้าใจพลวัตในครอบครัวก็สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆได้
6. การสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้การร่วมมือกันทำงาน
การร่วมมือกันทำงานคือความสามารถในการทำงานเป็นทีมได้ ตลอดจนสามารถให้การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ ซึ่งนับเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้ลูกสามารถเข้ากับคนอื่นได้อย่างราบรื่นและสร้างมิตรภาพได้ดี
7. การเล่นในเชิงบวก
การเล่นเป็นงานหลักและเป็นส่วนสำคัญในพัฒนาการตามวัยของลูกน้อยวัยหัดเดิน ในช่วงก่อนเข้าโรงเรียนนั้นลูกของคูณจะใช้การเล่นเป็นวิธีในการสื่อสารตลอดจนเรียนรู้สิ่งต่างๆ
8. การตอบสนองอย่างเหมาะสม
เด็กๆจะตอบสนองอย่างเหมาะสมก็ต่อเมื่อเขาเข้าใจและสามารถกระทำสิ่งที่คุณบอกได้ เด็กจะตอบสนองได้อย่างน่าพึงพอใจถ้าคุณอธิบายให้เขาเข้าใจได้
9. การรับมือกับความขัดแย้ง
เด็กๆมิได้เกิดมาพร้อมกับความปรารถนาอยากมีความขัดแย้ง การที่พ่อแม่ทึกทักเอาว่าเด็กๆ จงใจที่จะมีพฤติกรรมก้าวร้าวนั้น จะทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าพวกเขาปฏิบัติตนไม่เหมาะสมและมองว่าลูกเป็นตัวก่อปัญหา
10. การช่วยให้เด็กสามารถจัดการกับอารมณ์
การจัดการกับอารมณ์ไม่ได้หมายความว่าเป็นการทำให้ความไม่สบายใจหมดสิ้นไป แต่หมายความว่าเราเรียนรู้ที่จะควบคุมความไม่สบายใจดังกล่าวเอาไว้ได้ การจัดการกับอารมณ์ช่วยให้เด็กดำเนินความสัมพันธ์ทางสังคมตลอดจนสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น
11. การเสริมสร้างทักษะในการปรับอารมณ์ของเด็ก
ความสามารถในการคงทัศนคติในทางบวก ความสามารถในการฟื้นฟูสภาพจิตใจหลังจากประสบความล้มเหลว ตลอดจนความสามารถในการปรับอารมณ์ความรู้สึกจากลบเป็นบวกได้อย่างรวดเร็ว นั้นล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับเด็กเล็กทักษะในการรู้จักปรับอารมณ์ดังกล่าวจะมีผลระยะยาวต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของตัวเด็กเอง
12. สนับสนุนประสบการณ์ในทางบวกให้แก่เด็ก
การให้เด็กเล็กมุ่งความสนใจไปที่ด้านบวกของชีวิตนั้น ช่วยให้เขามองความท้าทายเป็นเรื่องที่น่าลอง มิใช่มองว่าเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น


บทที่ 5
การเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่เด็ก
ผู้เขียนได้กล่าวถึง
1. การเอาชนะความกลัวและความกังวล
เป็นเรื่องปกติที่เด็กเล็กจะเกิดความกลัววัตถุสิ่งของหรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ความกลัวบางอย่างเป็นเรื่องธรรมดาและสะท้อนให้เห็นว่าเด็กมีปฏิกิริยากับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ดีเพียงใด ในขณะที่ความกลัวบางประเภทไม่มีเหตุผลรองรับแต่ก็เหมือนจริงอยู่ไม่น้อย
2. ส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าในตัวเอง
พ่อแม่นั้นจะเป็นเครื่องกำหนดว่าเด็กจะเห็นคุณค่าของตนเองอย่างไรตลอด จนกำหนดมุมมองของเด็กว่าคนอื่นเห็นคุณค่าของเขาอย่างไรอีกด้วย
3. การช่วยให้เด็กสามารถจัดการกับความคับข้องใจ
ความคับข้องใจมีได้หลายรูปแบบ โดยเกิดจากความรู้สึกเมื่อเอาชนะอุปสรรคไม่ได้ ความคับข้องใจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับเด็กวัยหัดเดินที่กำลังเรียนรู้กับสิ่งต่างๆอย่างรวดเร็ว แต่ความกระตือรือร้นมักมีเกินกว่าขีดความสามารถที่เด็กจะทำได้
4. เสริมสร้างความกล้าแสดวออกในตัวเด็ก
ความกล้าแสดงออกคือความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมั่นใจและเปิดเผย พฤติกรรมที่กล้าแสดงออกสะท้อนให้เห็นถึงคุณวุฒิและความเป็นตัวของตัวเองที่พัฒนาขึ้นในตัวเด็ก ตลอดจนเป็นเครื่องแสดงพัฒนาการตามวัยที่สำคัญอีกด้วย
5. การต่อยอดความสำเร็จให้แก่เด็ก
เด็กๆมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตเมื่อพวกเขามีความสุขโดยทั่วไปแล้ว คนที่มีความเบิกบานใจมักจะใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เข้ามาในชีวิตได้อย่างเต็มที่ ตลอดจนมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ
6. การสนับสนุนให้เด็กเสริมสร้างความเป็นตัวของตัวเอง
เด็กก่อนวัยเรียนจะพยายามเสริมสร้างความเป็นตัวของตัวเอง และมองว่าตนเองเป็นคนคนหนึ่งที่มีสิทธิต่างๆ เช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกว่าต้องพึ่งพาพ่อแม่อยู่ การเสริมสร้างให้ลูกมีทัศนคติดังกล่าวให้ได้จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสุขและพัฒนาการในช่วงอายุต่อไปของเขา
7. การดึงศักยภาพในตัวเด็กออกมา
เด็กๆจะสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ถึงระดับสูงสุด ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่มีค่าและที่กระตุ้นความสนใจ ซึ่งเด็กสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ตลอดจนเลือกสิ่งต่างๆได้อย่างเป็นอิสระ


ความคิดเห็นที่มีต่อหนังสือ
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มุ่งเน้นให้ความรู้เกี่ยวข้องกับการแนะนำคุณพ่อคุณแม่ในการดูและลูกให้มีความสุข เด็กก่อนวัยเรียนเป็นช่วงวัยที่เด็กมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว เด็กในวัยนี้จะมีศักยภาพในการเรียนรู้ทางอารมณ์ ทางสังคมและสติปัญญา เด็กสามารถแสดงศักยภาพในการเรียนรู้เด็กสามารถแสดงออกได้ และเป็นสภาวะแวดล้อมที่ตอบสนองต่อความต้องการของเด็กเอง เด็กควรได้รับความรักความเอาใจใส่อย่างเต็มที่ ในหนังสือเล่มนี้ยังพูดถึงปัญหาความกังวลทั่ว ๆไ ป พร้อมด้วยเทคนิคการจัดการด้านอารมณ์ การเสริมสร้างพัฒนาการ เพื่อให้เด็ก ช่วยเหลือตัวเองได้ การสื่อสารกับลูกน้อยวัยหัดเดินที่คุณพ่อและคุณแม่สามารถนำไปใช้ได้กับลูกน้อยที่คุณรัก เพื่อในเด็กเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีความสุข


นางสาวสร้อยทิพย์ ชื่อมี รหัส 52191860224 เลขที่ 24 ห้อง 2
คณะครุศาสตร์ โปรแกรมการศึกษาปฐมวัย ระดับ ค.บ. 5/2

220 นางสาวศิริลักษณ์ สระแก้ว

224 สร้อยทิพย์ ชื่อมี

231 สุพัตรา สานุสันต์

203 นางสาวภรณ์ทิพพย์ จงใจรักษ์





231 สุพัตรา สานุสันต์




ชื่อหนังสือ : หัวใจแห่งการศึกษาสำหรับเด็กวัย 1- 5 ขวบ
ผู้เขียน : ธรรมนูญ นวลใจ
ปีที่พิมพ์ : 2541
สำนักพิมพ์ : กำแก้ว
จำนวนหน้า : 160 หน้า
รายละเอียด :


ภาคที่ 1 การสร้างพื้นฐานให้เด็กวัยแรกเกิดวัยก่อนเข้าเรียน
บทที่ 1 พัฒนาการของเด็กในช่วงวัยเรียน
ในบทที่ 1 ผู้เขียนกล่าวถึงพัฒนาการของลูกตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบ หรือที่เรียกกันว่า วัยก่อนเข้าเรียน ทั้งข้อแนะนำในการเอาใจใส่ลูกของคุณอย่างไร ซึ่งจะทำให้คุณทราบว่าในแต่ละช่วงอายุลูกต้องการคนดูแลเอาใจใส่ การขี้แนะแนวทาง และการให้ความสนับสนุนจากคุณอย่างเต็มที่ เพื่อที่เขาจะได้ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ภายใน 3 ปีแรกของเด็ก คือ ช่วงเวลาที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งของการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการด้านต่างๆ เขาจะพัฒนาการเป็นเด็กทารกที่นอนร้องไห้เพียงอย่างเดียวเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีความคิด ความรู้สึกและต้องการความเอาใจใส่ การเล่นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเขาได้รู้จักตัวเองเรียนรู้โลกรอบๆตัว และแสดงความรู้สึกผ่านการเล่นในแต่ละช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบ

ภาคที่ 2 การเตรียมพร้อมก่อนวัยเรียน
บทที่ 2 การเตรียมการศึกษาสำหรับเด็กวัยอนุบาล
ในบทที่ 2 ผู้เขียนได้กล่าวถึงเด็กหลายคนเริ่มเข้าเรียนตามเกณฑ์ปกติเมื่อเขาอายุประมาณ 3 – 4 ขวบ แต่เขาไม่รู้หรอกว่า ขั้นตอนในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าเรียนเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น มันเกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาลืมตาขึ้นมาดูโลกที่เดียว
การศึกษาก่อนวัยเรียนมีหลายรูปแบบ แต่ที่จะกล่าวไว้ ณ ที่นี้ ได้แก่สถาบันรับเลี้ยงเด็ก พี่เลี้ยง สถานที่และ / หรือบุคคลเหล่านี้จะทำให้พัฒนาการทางสังคมของเด็กก้าวไกลมากขึ้น ในขณะเดียวกันการจัดหาเช่นนี้ก็จะทำให้เด็กมีโอกาสได้ทำกิจกรรมทางการศึกษาในแนวใหม่ๆ ได้รับแรงกระตุ้นแบบใหม่ๆ และพบสิ่งที่น่าสนใจใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมพัฒนาการของเขาในอนาคตได้

บทที่ 3 การให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ
ในบทที่ 3 ผู้เขียนกล่าวถึงเด็กทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษมีความแตกต่างจากเด็กธรรมดาและพวกเขาควรได้รับการปฏิบัติแบบประชิดตัว คำว่า ต้องการความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษครอบคลุมไปถึงสภาวะของพัฒนาการในวัยอย่างกว้างๆ ซึ่งประกอบด้วย
- ปัญหาทั่วๆไป
- ปัญหาทางพันธุ์กรรม
- ปัญหาทางประสาทสัมผัส
- ปัญหาทางร่างกาย
เด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ มีความต้องการด้านจิตใจเช่นเดียวกับเด็กปกติทั่วไป ตัวอย่างเช่น เขาก็ยังต้องการเป็นที่รักของพ่อแม่ ต้องการเป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ ต้องการประสบความสำเร็จในโรงเรียน ฯลฯ อย่างไรก็ตามความยากลำบากในพัฒนาการของเขาหมายถึง เขาต้องการความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือไปจากสิ่งเหล่านี้ ตัวอย่าง เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายอาจต้องการของเล่นที่เคลื่อนเข้าหาตัวเขาได้ เพราะเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวไปรอบๆห้องเพื่อหยิบจับมัน ส่วนเด็กที่มีอาการดาวน์อาจมีความยากลำบากในการรวบรวมสมาธิ

ภาคที่ 3 ก้าวสู่โรงเรียนอนุบาล
บทที่ 4 การพิจารณาเลือกโรงเรียน
ในบทที่ 4 ผู้เขียนได้กล่าวถึงในการตัดสินใจเลือกว่าโรงเรียนอนุบาลแห่งใดที่คุณอยากให้ลูกของคุณเข้าเรียน ท่านมีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนนั้นอยู่ไกลบ้าน
เป็นไปได้ที่คุณเลือกให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้บ้าน เดินทางไปสะดวกคุณสามารถสืบหาข้อมูลเบื้องหลังที่เป็นประโยชน์ จากการพูดคุยกับผู้ปกครองคู่อื่นและพูดคุยกับเด็กนักเรียนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนนั้น อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดในการตัดสินใจเลือกโรงเรียนให้ลูกของคุณก็คือการเยี่ยมชมโรงเรียนทุกๆแห่ง ที่เป็นทางเลือกของคุณระหว่างที่คุณเยี่ยมชมโรงเรียน คุณควรสังเกตปัจจัยที่ว่า ใครจะเป็นคุณครูที่จะสอนลูกของคุณ หลักสูตรการศึกษา ระดับขั้นที่เปิดสอน การใช้คอมพิวเตอร์ กิจกรรมต่างๆ ฯลฯ ประเด็นต่างๆเหล่านี้สามารถนำมาใช้พิจารณา คุณอาจต้องส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนประจำ

บทที่ 5 การเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าเรียนชั้นอนุบาล
ในบทที่ 5 ผู้เขียนกล่าวถึงเด็กทุกคนย่อมมีการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้น เมื่อลูกของคุณได้ผ่านการใช้ชีวิตในสถานรับเลี้ยงเด็กมาแล้ว เขาก็ต้องเข้าสู่ระดับการศึกษาในขั้นต่อไปนั่นคือ การศึกษาในโรงเรียนอนุบาล การเปลี่ยนจากสถานศึกษาก่อนวัยเรียนมาสู่การเข้าศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเป็นย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกย่างก้าวหนึ่งในชีวิตของลูก ถ้ามองในแง่ดีที่สุด นี่คือ สิ่วที่แสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นของพัฒนาการของลูกในทางบวก นั่นคือ ลูกจะได้รับแรงกระตุ้นเรื่องการศึกษา และมีโอกาสในการเจริญเติบโต ทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญาอย่างไรไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้ามองในแง่ร้ายที่สุด นี่ก็คือ สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นของการพัฒนาการของลูกในทางลบ นั่นคือ ลูกจะเกิดความรู้สึกตึงเครียดและขาดความมั่นคงทางจิตใจ จะเกิดสัมพันธภาพที่ไม่น่าพอใจระหว่างตัวเขาเองกับเด็กและผู้ใหญ่คนอื่น และจะมีความนับถือในตัวเองน้อยลง

บทที่ 6 บุคลิกภาพที่เด็กวัยอนุบาลพึงมี
ในบทที่ 6 ผู้เขียนกล่าวถึงลักษณะทางบุคลิกภาพก็เป็นบทบาทที่สำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในช่วงปีแรกของการเรียนในชั้นอนุบาล คุณครูหลายท่านยืนยันว่าลักษณะพิเศษที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เด็กมีการเริ่มต้นเข้าเรียนที่ดี คือ การมีทัศนคติที่ดี มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงมีความสามารถในการฟังที่ดีมีความอยากรู้อยากเห็น มีความเคารพในตัวผู้อื่น และสามารถควบคุมความก้าวร้าวของตนเองได้คุณมีส่วนช่วยในการสนับสนุนให้เขามีลักษณะทางบุคลิกภาพต่างๆ เหล่านี้ได้ตั้งแต่เขายังอยู่ในวัยก่อนศึกษา ถ้าทำได้มันก็จะเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากทีเดียว

บทที่ 7 สร้างความมั่นใจในตนเองให้กับเด็ก
ในบทที่ 7 ผู้เขียนกล่าวถึงสร้างความมั่นใจในตนเองและสามารถดูตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการดูแลจากคุณครูมากเกินไปนัก ความสามารถขั้นพื้นฐานที่คุณครูมักคาดหวังว่า เด็กสามารถกระทำสิ่งนั้นได้ด้วยตัวเอง เมื่อเขาก้าวสู่วัยเรียน ได้แก่ การรับคำสั่ง จัดการกับเรื่องส่วนตัวในห้องน้ำได้โดยไม่ต้องมีใครช่วย เดินไปยังห้องต่างๆภายในโรงเรียนได้ด้วยตัวเอง ฯลฯ คุณสามารถสอนสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้เขาได้ เวลาที่เขาอยู่ที่บ้านคุณควรมีแบบแผนปฏิบัติที่ชัดเจน ที่จะช่วยให้ลูกของคุณประสบความสำเร็จในการเป็นตัวเอง

บทที่ 8 การเตรียมตัวก่อนเข้าห้องเรียน
ในบทที่ 8 ผู้เขียนกล่าวถึงความก้าวหน้าของลูก ตลอดหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนชั้นอนุบาล ขึ้นอยู่กับความสามารถด้านการเรียนรู้ ( อีกนัยหนึ่งคือ ความเข้าใจภาษา ) ของเขา แม้นักวิจิตวิทยาจะไม่เห็นด้วยว่า ความสามารถนี้เป็นมรดกทางพันธุกรรม หรือเป็นสิ่งที่หามาได้ด้วยตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ลูกของคุณถูกคาดหวังไว้ว่า เขาต้องจัดการได้เมื่อเขาเริ่มต้นเข้าเรียน และคุณสามารถช่วยสอนให้เขาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ในระหว่างช่วงก่อนวัยเรียนอย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือระหว่างที่คุณกำลังสอนเขาอยู่นั้น คุณต้องทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก มิฉะนั้น จะทำให้เด็กเกิดความกังวลใจและเขาจะไม่สามารถเรียนรู้ได้ การรวบรวมสมาธิจะก้าวหน้าไปได้ไม่ดีนัก มีมิติ 5 ประการ ที่คุณสามารถช่วยให้ลูกของคุณพัฒนาความสามารถในการรวบรวมสมาธิได้

บทที่ 9 วันแรกของการเรียน
ในบทที่ 9 ผู้เขียนกล่าวถึงมีหลายสิ่งที่คุณควรเตรียมพร้อม สำหรับวันแรกของการเรียนในโรงเรียนอนุบาลของลูก อย่างทิ้งทุกอย่างค้างไว้จนกระทั่งถึงนาทีสุดท้าย มิเช่นนั้นคุณและลูกจะรู้สึกสับสนและข้องขัดใจเลยทีเดียว การวางแผนส่วนหน้า และการเตรียมความพร้อม เป็นปัจจัยที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นตลอดวันสำคัญนั้น ตารางเวลาต่อไปนี้จะช่วยให้คุณได้แนวทางในการเตรียมความพร้อมได้เป็นอย่างดี
อีกวิธีที่ช่วยให้ลูกของคูณมีความพร้อมสำหรับการเข้าเรียน คือ การที่คุณต้องเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม มีหลายอย่างที่ควรกระทำ โดยเริ่มตั้งแต่ 1 ปี ก่อนแล้ววันแรกของการเรียน จนกระทั่งถึงคืนก่อนวันแรกของการเรียน การวางแผนล่วงหน้าจะทำให้หลายสิ่งหลายอย่างง่ายขึ้นสำหรับคุณและลูกคุณควรทำให้การเรียนการเตรียมพร้อมเป็นเรื่องสนุกและควรพาลูกไปกับคุณด้วยทุกแห่งเท่าที่จะทำได้

บทที่ 10 ทักษะพื้นฐานของการเรียน
ในบทที่ 10 ผู้เขียนกล่าวถึงเด็กทุกคนเรียนรู้ การอ่าน การเขียน และการนับเลขได้ในระดับความสามารถของตัวเองแต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณสามารถทำเพื่อช่วยพัฒนาให้ลูกมีความสามารถก่อนการอ่านความสามารถก่อนการอ่านความสามารถก่อนการเขียน และความยากลำบากในการเรียนรู้สิ่งพื้นฐานเหล่านี้ในหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนแต่มีสิ่งที่เขาประสบมาความยากลำบากในการเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ เมื่ออยู่ในห้องเรียนชั้นอนุบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยากลำบากในการอ่าน คุณควรนำเรื่องของเขาไปปรึกษากับคุณครูประจำชั้นไปปรับความช่วยเหลือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ภาคที่ 4 การเตรียมพร้อม
บทที่ 11 ปัญหาของเด็กเมื่อเข้าเรียน
ในบทที่ 11 ผู้เขียนกล่าวถึงปัญหาส่วนมากในช่วง 2 ปีแรกในโรงเรียนชั้นอนุบาลเป็นเรื่องรองๆ และสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ถ้าผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบชีวิตของเขาเข้ามาช่วยเหลือถ้าลูกของคุณบ่น ว่าเขาไม่อยากไปโรงเรียน หรือปรากฏอาการเฉยชาไม่กระตือรือร้นคุณควรพยายามพิสูจน์หาสาเหตุที่ทำให้เขาไม่มีความสุข มันอาจเป็นเพราะที่โรงเรียนหรือที่บ้านซึ่งสร้างความกังวลใจให้แก่เขา คุยกับเขาเรื่องนี้และนำจากครูประจำชั้นของเขาด้วย
สำหรับเด็กหลายๆ คน ช่วงปีแรกๆ ในโรงเรียนชั้นอนุบาลเป็นช่วงเวลาแห่งการตื่นเต้นกับประสบการณ์ใหม่ๆ มีแต่ความสนุกสนาน มีแรงกระตุ้นเร้า มีการได้รับรางวัล แต่กระนั้นสำหรับเด็กคนอื่นๆ ช่วงเวลาเดียวกันนี้ กลับเป็นช่วงเวลาที่หลายสิ่งหลายอย่างดำเนินไปอย่างเลวร้ายสำหรับเขาปัญหาที่เด็กๆ สามารถประสบได้ในการดำเนินชีวิตของเขา ณ ช่วงเวลานี้มีต่างๆ นานา ถ้าคุณค้นพบว่า ลูกของคุณเผชิญกับความยากลำบากในโรงเรียนชั้นอนุบาล คุณควรจัดการกับปัญหานั้นโดยทันที ดีกว่าปล่อยทิ้งและคุณครูเข้ามามีบทบาทอย่างเหมาะสม ปัญหาส่วนใหญ่ในโรงเรียนของเด็กสามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้

ความคิดเห็นที่มีต่อหนังสือ
หนังสือ “หัวใจแห่งการศึกษาสำหรับเด็กวัย 1- 5 ขวบ ” ของดร. ธรรมนูญ นวลใจหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีและมีประโยชน์เป็นหนังสือที่มีความสำคัญมากเกี่ยวการศึกษาของเด็ก ยังเป็นหนังสือที่ให้ความรู้แกเพ่อแม่และครอบครัวในการวางรากฐานเบื้องต้นของชีวิตลูกและยังจะทำให้ผู้เป็นพ่อแม่ได้ทราบถึงพัฒนาการของลูกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัย 5 ขวบ และยังชี้แนะให้คุณทราบว่าควรทำอย่างไรกับช่วงเวลาก่อนวัยเรียนของลูก ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิต และหนังสือเล่มนี้ยังชี้แนะแนวทางการจัดหาโรงเรียนให้เด็ก จำต้องใช้ความรอบคอบเพื่อเลือกสถานที่เรียนที่ดีที่สุดและเหมาะกับเด็ก หนังสือเล่มนี้ยังบอกปัญหามากมายที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันแรกของการไปเรียน หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาสาระมากมายเหมาะกับคุณพ่อคุณแม่ กำลังมีปัญหาของลูกเกี่ยวกับเรื่องก่อนที่เด็กจะเข้าเรียน สามารถอ่านหรือศึกษาหนังสือเล่มนี้ได้


นางสาวสุพัตรา สานุสันต์ รหัสนักศึกษา 52191860231
โปรแกรมวิชา การศึกษาปฐมวัย
คณะครุศาสตร์ 5/2

201 นางสาวพิมพร เทียมทอง





ชื่อเรื่อง หนังสือ 123 กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย
ผู้เขียน ผศ.วัฒนา ปุญญฤทธิ์
ปฐิกรณ์ ตุกชูแสง
ปีที่พิมพ์ 2545
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ ปาเจรา

หนังสือ 123 กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย
เล่มนี้กล่าวถึงความสามารถด้านการคิด เน้นสิ่งที่แสดงศักยภาพของเด็กแต่ละคนองค์ประกอบที่ส่งต่อคุณภาพด้านความคิด คือ องค์ประกอบด้านพันธุกรรมและองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประสบการณ์ที่บุคลได้รับและฝึกฝน ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อคุณภาพการคิดของแต่ละคน เด็กแต่ละคนต้องได้รับการพัฒนาตั้งแต่ระยะต้นของชีวิตโดยเริ่มจากการใช้ประสาทสัมผัสในการสังเกตและรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัวเด็กจะทดสอบค้นคว้าข้อมูลต่างๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาความคิด ความรู้ และความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ หนังสือ 123 กิจกรรมสำคัญเด็กปฐมวัยนี้ เป็นการนำเสนอวิธีที่นำไปใช้ในการปูพื้นฐานให้เด็ก เพื่อให้เด็กนำพื้นฐานไปสู่การพัฒนาความสามารถด้านการคิดที่มีคุณภาพในวัยต่อไป กิจกรรมที่หนังสือเล่มนี้นำมาเสนอเป็นการเน้นให้เด็กได้คิด สังเกตทดลอง คิดค้นคว้า จากการลงมือกระทำกับกับสื่อวัสดุที่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทการรับรู้โดยใช้เนื้อหาที่เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย เกมเหล่านี้ เด็กจะได้ฝึกทักษะการคิดและพัฒนาไปสู่ความสามารถด้านการคิด ประสบการณ์สำคัญสำหรับเด็กปฐมวัยหนังสือเล่มนี้เน้นประสบการณ์ในด้านต่างๆ 9 ประการดังนี้
1. การสื่อความคิดที่เป็นการกระทำ
-การรู้จักสิ่งต่างๆด้วยการมอง
-การเลียนแบบการกระทำและเสียงต่างๆ
2. การใช้ภาษา
-การแสดงความรู้สึกด้วยคำพูด
-การพูดกับผู้อื่นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง หรือเล่า

3. การเรียนรู้ทางสังคม
-การวางแผนการตัดสินใจ
-การแก้ปัญหาในการเล่น
4. การเคลื่อนไหว
-การเคลื่อนไหวจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง
-การเคลื่อนไหวพร้อมอุปกรณ์
5. ดนตรี
-การแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบเสียงดนตรี
-การเล่นเครื่องเล่นง่ายๆ
6. การจำแนกและเปรียบเทียบ
-การจับคู่จำแนก และจัดกลุ่ม
-การเปรียบเทียบ เช่น ยาวสั้น ขรุขระ-เรียบเนียน
7. จำนวน
-การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง
-การนับสิ่งต่างๆโดยการท่องจำ
8. มิติสัมพันธ์ (พื้นที่/ระยะ)
-การต่อเข้าด้วยกัน และแยกออกจากกัน
-การบรรจุและการเทออก
9. เวลา
-สังเกตการเปลี่ยนแปลงของฤดู
-การหยุดและการเริ่มต้นกระทำ โดยใช้สัญญาณ
และผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงกิจกรรมกระตุ้นให้เด็กได้พัฒนาความมามารถทางด้านการคิดและสติปัญญาโดยอิงพื้นฐานแนวคิดด้านองค์ประกอบทางสติปัญญา จำแนกความสามารถทางสติปัญญาออกเป็น 7 ด้าน ด้านด้านความสามารถทางภาษา ความสามารถด้านประสาทสัมพันธ์ และการรับรู้ ความสามารถด้านความจำ ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์และจิตนาการ
หนังสือเล่มนี้จัดกิจกรรมให้เด็กใช้ประสาทสัมผัส จะทำให้เด็กรู้จักหน้าที่การทำงานของอวัยวะรับสัมผัสรู้ถึงความสำคัญ การใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสาทสัมผัสของมนุษย์ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวสัมผัส การใช้ประสารทสัมผัสในการรับรู้ข้อมูลจะเกิดไปควบคู่พร้อมๆ กันและสะสมไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานจากนั้นจึงค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่การเข้าใจ การรู้สึกนึกคิดนำคิดต่อสิ่งต่างๆ ที่เด็กเผชิญ

ความคิดเห็นที่มีต่อหนังสือเล่มนี้
หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเด็กปฐมวัย ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กมีความสุข สนุกสนานเพลินเพลินเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดทักษะและพัฒนาการด้านต่างๆอีกด้วย




นางสาวพิมพร เทียมทอง เลขที่ 1
รหัส 52191860201 โปรแกรมการศึกษาปฐมวัย

213 นางาสาวลัดดาวัลย์ วงศ์ขันธ์

223 นางสาวศุลีพร ถิรกิตติพันธ์




ชื่อเรื่อง เกมการละเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย 2
ผู้เขียน ผศ.วัฒนา ปุญญฤทธิ์
ผศ.เต็มศิริ เนาวรังสี
อ.ธนวดี ศุกระกาญน์
ปีที่พิมพ์ 2550
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพ ฯ
สำนักพิมพ์ บริษัท พี ที มีเดีย จำกัด
จำนวนหน้า 207 หน้า

เกมการละเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย
มีคำกล่าวว่า เด็กเป็นผู้เรียนที่กระตือรือร้น (Active Learner) มีความสนใจใคร่รู้และไม่อยู่นิ่ง การเล่นจึงเป็นธรรมชาติของเด็กไปสู่การเรียนรู้จากโลกโดยรอบ ถึงกับมีคำพูดว่า การเล่นเปรียบเสมือนจัตุรัสแห่งการเรียนรู้ของเด็ก
จากการเล่น เด็กจะได้รับการพัฒนา ดังนี้
อารมณ์ที่ร่าเริง สนุกสนาน เบิกบาน ทำให้สุขภาพจิตดี
การเล่นร่วมกับเพื่อนทำให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
การเล่นที่มีขั้นตอน กติกา ฝึกให้รู้จักทำงานเป็นระบบและเคารพกติกา
การเล่นฝึกให้รู้จักยอมรับผลของการกระทำ ทั้งผลบวก หรือผลที่ไม่ได้คาดหวัง
การเล่นฝึกให้รู้จักคิดหาเหตุผล นำประสบการณ์เดิมมาเป็นพื้นฐานในการแก้ปัญหา
การเล่นสอนให้รู้จัก แพ้ ชนะ ให้อภัย
การเล่นนำมาซึ่งความภาคภูมิใจแห่งผลที่ได้รับ
การเล่นเสริมการคิด จิตนาการ และการสร้างสรรค์
ฝึกฝนให้เป็นผู้ที่มีเจตคติที่ดีต่อโลก
เกมการละเล่น จึงเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เล่นได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย สังคม และสติปัญญา








เกม นกตัวน้อยๆ
จุดประสงค์
1. ฝึกการปฏิบัติตามกฎกติกา
2. ฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหว
สื่ออุปกรณ์
-
กิจกรรม
1. แบ่งกลุ่มเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่1 สมมติให้เป็นแม่นก
กลุ่มที่2 สมมติให้เป็นพ่อนก
2. ให้แต่ละกลุ่มยืนแยกกัน
3. ตกลงกับเด็กว่าเมื่อครูเรียกชื่อใดชื่อหนึ่ง เด็กกลุ่มที่สมมติเป็นชื่อที่ครูเรียกจะต้องกระโดดขึ้นไปในอากาศ พร้อมกับกางมือทั้งสองข้างออก


เกม เดินหนีบ
จุดประสงค์
1. ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวและการทรงตัว
2. ฝึกปฏิบัติตามข้อตกลง
3. ร่วมกิจกรรมด้วยความสนุกสนาน
สื่ออุปกรณ์
นกหวีด
กิจกรรม
1. เด็กๆ ยืนเรียงแถวหน้ากระดานที่จุดเริ่ม
2 เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเริ่ม ทุกคนเดินให้หัวเข่าหนีบติดกันไปยังเส้นชัยแล้วเดินกลับมา ใครถึงก่อนชนะ






ความคิดเห็นที่มีต่อหนังสือเล่มนี้
หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเด็กปฐมวัย ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กมีความสุข สนุกสนานเพลินเพลินเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดทักษะและพัฒนาการด้านต่างๆอีกด้วย



นางสาวศุลีพร ถิรกิตติพันธ์ เลขที่ 23
รหัส 52191860223 โปรแกรมการศึกษาปฐมวัย

236 สุวิมล พลแสน



ชื่อหนังสือ : ช่วยให้เด็กฉลาดที่บ้านและโรงเรียน
ผู้เขียน : พรรณพิไล นาคธน
พิมพ์ครั้งที่ 1 : กรกฏาคม 2547
จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์สุขภาพ บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด
จำนวนหน้า : 176 หน้า


บทที่ 1
สร้างบรรยากาศ
ในบทนี้ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า พ่อแม่ภายในบ้านอาจพบอุปสรรคที่ลำบาก นั่นคือ ไม่ค่อยมีเวลาว่างพอ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะครูคนหนึ่งต้องสอนเด็กหลายคน ไม่สามารถเอาใจใส่เด็กได้เหมือนพ่อแม่
การกระตุ้นสติปัญญาเด็กให้เฉลียวฉลาด
1.สอนให้เด็กเรียนรู้ทักษะทางภาษา
2.สอนให้เด็กรู้จักสำรวจโลกภายในบ้าน
3.สอนให้เด็กรู้จักสำรวจโลกภายนอก
4.สอนให้เด็กรู้จักชื่นชมโลกธรรมชาติ
5.พัฒนาความคล่องแคล่วของกล้ามเนื้อ
6.อ่านหนังสือด้วยกัน
7.ฟังและเล่นดนตรีด้วยกัน
8.ให้ลองทำงานอดิเรกอื่นๆ


บทที่ 2
วิธีจูงใจลูกให้เรียนเก่ง
ผู้เขียนได้กล่าวถึงการปรับปรุงเทคนิคการเป็นพ่อแม่
1.พ่อแม่จอมเผด็จการ การเลี้ยงดูลูกแบบนี้ทำให้เด็กไม่รู้จักคิดและพิจารณาว่า เขาทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมในสถานการณ์นั้นๆ
2.พ่อแม่ประชาธิปไตย การเลี้ยงดูเด็กด้วยวิธีนี้ส่งเสริมให้คนในครอบครัวมีความใกล้ชิด และเคารพซึ่งกันและกันมีการแสดงความคิดเห็น พ่อแม่เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
3.พ่อแม่ช่างตามใจ การเลี้ยงแบบวิธีนี้ผลก็คือ พ่อแม่จะทำให้ลูกเป็นคนขาดระเบียบขาดความเคารพ นึกถึงแต่ตัวเอง เอาใจแต่ตัวเอง ปัญญาอ่อน
การสร้างบรรยากาศครอบครัว
1.ให้ความสนใจลูก
2.สร้างโอกาสพิเศษสำหรับลูก
3.แสดงความสนใจ
4.แสดงออกถึงความรัก
5.ให้การยอมรับ


บทที่ 3
ปัญหาการเรียนของลูก
ในบทนี้ผู้เขียนกล่าวไว้ว่าการทำความเข้าใจปัญหาการเรียนของลูกนั้นเป็นปัญหาเรื่องซับซ้อนละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลาติดตามนานเกินกว่าที่ใครจะตัดสินออกมาได้อย่างง่าย
สาเหตุของปัญหาการเรียน
เด็กมีขีดความสามารถการเรียนจำกัด
เด็กมีปัญหาเกี่ยวกับประสาท
เด็กมีปัญหาทางสุขภาพ
เด็กไม่มีความพยายาม
เด็กแกล้งเรียนอ่อน
การค้นหาสาเหตุของปัญหา
ปัญหาการเรียนของเด็กอาจมีสาเหตุมากต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งแล้วค้นหาต้นตอที่แท้จริง
เพื่อการวิเคราะห์อย่างสมบูรณ์และถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านอารมณ์ ปัญหาซึ่งเกิดจากครู ปัญหากับตัวเด็ก


บทที่ 4
เผชิญหน้ากับปัญหาความประพฤติ
ในบทนี้ผู้เขียนกล่าวไว้ว่า ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากได้ยินว่าลูกตัวเองเป็นเด็กเกเรที่โรงเรียน เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องของพ่อแม่ ฐานเป็นสาเหตุให้ลูกประพฤติไม่ดี อะไรเล่าจะดีไปกว่าการพูดคุยและรับฟังเด็ก จงหาเวลาอยุ่ด้วยกันกับเด็กตามลำพัง ทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก
สำหรับการวางแผนแก้ไขปัญหา ทางออกของปัญหาไม่ได้มีทางเดียว เด็กแต่ละคนสร้างปัญหาขึ้นก็ด้วยเหตุและจุดประสงค์ที่ต่างกันไป เด็กจะทำตัวซุกซนขึ้นอยู่กกับปัจจัย 3 ประการ
1.ความสัมพันธ์รระหว่างครูและนักเรียนว่าเป็นแบบไหน
2.ห้องเรียนมีบรรยากาศเอื้อให้เด็กประสบความสำเร็จเพียงใด
3.ความเหมาะสมของการควบคุมภายในห้องเรียน


บทที่ 5
สร้างความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียนอย่างมีระสิทธิภาพ
ในบทนี้ผ้เขียนกล่าวไว้ว่าการเริ่มต้นความสัมพันธ์ เพื่อช่วยดูแลลูกของตน การสร้างความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียนเป็นการปูพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
1.ให้ความร่วมมือและเป็นฝ่ายเริ่มต้น ครูต้องเป็นฝ่ายติดต่อกับทางบ้านก่อน
2.พ่อก็สำคัญ เราหมายถึงพ่อและแม่ ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่แม่ฝ่ายเดียว
3.การเริ่มต้นความสัมพันธ์ หาโอกาสพูดคุยติดต่อระหว่างบ้านกับโรงเรียน
4.หาโอกาสหารือกันอย่างจริงจัง
5.อาสาสมัครของโรงเรียน ให้ความช่วยเหลือแก่โรงเรียนของลูกในลักษณะของอาสาสมัคร


บทที่ 6
เมื่อบ้านที่ไม่สมบูรณ์ประสานงานกับโรงเรียน
ในบทนี้ผู้เขียนกล่าวว่าเด็กจากครอบครัวที่อย่าร้างมักมีปัญหามากว่าเด็กอื่น ส่วนใหญ่ครูมักเข้าใจว่าเด็กอยู่กับพ่อแม่โดยไม่ถามว่าเด็กอยู่กับพ่อแม่หรือไม่ ดังนั้นครูต้องรู้ว่าเด็กมีปัญหาอะไร ดังนั้นเราจึงไม่ควรปฎิบัติต่อเด็กที่มาจากครอบครัวหลายแบบหลายประเภทให้แตกต่างกัน ตรงข้ามันเราควรย้ำให้เด็กๆรับรู้ว่าเราทั้งหมดล้วนแตกต่างกัน ไม่มีใครเหมือนกันสักคน ความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดาไม่เป็นการทำร้ายจิตใจแต่ระการใด หากต้องพูดคุยกับครูตามลำพังโดยมีเด็กนั่งอยู่ ณท ที่นั้นด้วย การพูดคุยเป็นรายบุคคลจะช่วยให้ครูเข้าใจวมต้องการของเด้กอย่างลึกซึ้ง


บทที่ 7
รู้จักคณะทำงานพิเศษของโรงเรียน
ผู้เขียนกล่าวถึงบทนี้ว่าผู้ปกครองส่วนมากมักจะรู้จักเจ้าหน้าที่โรงเรียนไม่กี่คน ครูประจำชั้นเป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่งในคณะทำงานของโรงเรียนทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ต่างๆมากมาย ถ้าพ่อแม่ไม่รู้จักจะเสียโอกาสได้รับประโยชน์ที่ควรจะได้รับต่างๆอย่างน่าเสียดาย นอกจากอาจารย์ประจำวิชาแล้วยังมีผู้ร่วมงานเฉพาะด้าน ได้แก่ ครูแนะแนวพยาบาล นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ประจำโรงเรียน หน้าที่เหล่านี้จะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จที่โรงเรียน โดยให้บริการพิเศษด้านต่างๆสำหรับพ่อแม่และตัวเด็ก
นักสังคมสงเคราะห์คือผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหา
1.ปัญหาเกี่ยวกับทัศนคติของเด็กที่มมีต่อโรงเรียน
2.ปัญหาด้านอารมณ์และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นของเด็กในโรงเรียน
3.ปัญหาอื่นๆสิ่งที่เด็กต้อการความช่วยเหลือ


บทที่ 8
ทำอย่างไรดีปัญหาบางประการที่ควรจะทำความเข้าใจ
ผู้เขียนกล่าวในบทนี้ว่าปัญหาซึ่งพ่อแม่มักถามมาบ่อยมาก หนทางที่ดีที่สุดสำหรับการจัดการส่วนมาก คือ ทำตามแบบเบื้องต้นตราบเท่าที่เราสามารถทำได้ เป็นการดีที่สุดที่เราจะสนบสนุนให้เด็กมีคามรบผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง อย่าปล่อยให้เขาเผชิญกับผลจากการกระทำ หน้าที่ของพ่อแม่คือ คอยดูแลอยู่ข้างๆสนับสนุนแลให้ความรักแต่ไม่ใช่ทำตัวเหมือนเลือกหอยปิดบังเด็กให้พ้นจากที่เขาก่อขึ้น จงจำไว้ว่าวัยเด็กไม่ได้หมายถึงความสุขเสมอไป การเรียนรู้รสชาติของความทุกข์เสียบ้างอันเกิดจากการกระทำของเด็กนั่นเอง
พ่อแม่ควรมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็กคอยฟังปัญหาที่โรงเรียนตลอดเวลา เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของสมาคมผู้ปกครอง และสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับครู เมื่อเด็กๆมีส่วนร่วมในการแกไขปัญหาความตั้งใจร่วมมือกับครูและพ่อแม่ย่อมเพิ่มมากขึ้น


ประโยชน์และความน่าสนใจ
หนังสือเล่มนี้น่าสนใจเพราะทำให้มองเห็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน มีคำแนะนำเพื่อกระตุ้นและผลักดันให้เด็กได้ก้าวไปข้างหน้า เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นรู้จักวิธีแก้ไขที่ถูกต้อง หนังสือเล่มนี้ช่วยให้ผู้ปกครองและคุณครูเข้าใจตัวเด็กมากขึ้น พร้อมกับมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กทั้ที่บ้านและโรงเรียน การติดต่อสื่อสารกับทางโรงเรียนจึงจำเป็นอย่างยิ่งระหว่างผู้ปปกครองและครู และทำให้ผผู้ปกครองและครูมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน


นางสาวสุวิมล พลแสน รหัส 52191860236 เลขที่ 36 ห้อง 2
คณะครุศาสตร์ โปรแกรมการศึกษาปฐมวัย ระดับ ค.บ. 5/2

236 สุวิมล พลแสน

207 นางสาวรัติยา โสรเนตร

207 รัตติยา โสรเนตร




ชื่อหนังสือ อาหารกับการสร้างเสริมพัฒนาการของลูกรัก
ผู้เขียน พิภพ จิรภิญโญ และ วินัดดา ปิยะศิลป์
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพมหานคร
สำนักพิมพ์ บริษัทดับเบิ้ลนายน์ พริ้นติ้ง จำกัด
จำนวนหน้า 89 หน้า
รายละเอียด



ส่วนที่หนึ่ง อาหารสำหรับสมอง
ศาสตราจารย์ นายแพทย์พิภพ จิรภิญโญ ได้กล่าวถึงเรื่อง อาหารสำหรับสมอง กล่าวไว้ว่า ระยะเวลาที่ลูกอยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 3 ปี หลังคลอดจะเป็นระยะที่สมองของลูกมีการพัฒนามากที่สุดในชีวิต อาจจะกล่าวได้ว่า เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของการเจริญเติบโตของสมองเกิดขึ้นในช่วงนี้ อาหารในวัยนี้จึงมีส่วนอย่างมากในการร่วมพัฒนาสมอง ถ้ามีการทานอาหารที่ไม่ได้สัดส่วนหรือไม่ครบองค์ประกอบ จะมีผลต่อสุขภาพทางกาย คือ เจ็บป่วยบ่อย ผอมและตัวเล็ก หรือการทานอาหารที่ไม่ได้สัดส่วนตามความต้องการของร่างกาย คือ การทานอาหารน้อยเกินไป หรือการทานอาหารมากเกินความจำเป็นยังมีผลกระทบต่อสมองของลูกในระยะยาวได้ ความรักที่ให้แก่ลูกจึงไม่ใช่เงินที่จะนำมาซื้ออาหารแต่ควรเป็นความรู้เรื่องอาหาร แล้วนำมาจัดอาหารให้แก่ลูกทานได้อย่างถูกต้องและถูกเวลา เพื่อให้ลูกเติบโตเต็มที่ ตามแต่ศักยภาพของลูกแต่ละคนโดยไม่ให้มีการสะดุดของการเจริญเติบโตตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 3 ปี โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับอาหารสำหรับสมอง ที่เกี่ยวกับส่วนที่หนึ่งนี้ คือ อาหารขณะอยู่ในครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ระยะ 3 – 6 เดือนของการตั้งครรภ์ ระยะ 3 – 6 เดือน ของการตั้งครรภ์ ระยะ 6- 9 เดือนของการตั้งครรภ์
อาหารเป็นสิ่งจำเป็นประโยชน์สำหรับมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย อาหารมีหลายแบบและมากมายหลายชนิด ลักษณะของอาหารจะแตกต่างกันตามภูมิประเทศและตามความนิยมของชุมชนนั้นๆ ถ้ามนุษย์ทานอาหารที่ไม่ได้สมดุล คือในปริมาณที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป จะทำให้เกิดโทษขึ้นได้ ผลเสียที่เกิดขึ้นอาจจะยังไม่ปรากฏในทันที บางครั้งอาจใช้เวลาหลายปีกว่าที่อาการจะปรากฏ และเมื่อปรากฏอาการแล้วก็ยากที่จะแก้ไขให้ร่ายกายดีกลับคืนมาได้ เด็กเป็นวัยที่มีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าวัยอื่น โดยเฉพาะช่วงอายุในครรภ์มารดา วัยทารกแรกเกิดจนถึงวัยก่อนเข้าเรียน อายุประมาณ 3 ปี นอกจากที่จะเป็นช่วงที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางร่างกายอย่างมากแล้ว ช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดาจะเป็นช่วงที่มีการสร้างอวัยวะต่างๆ ให้เจริญเติบโตเป็นปกติ เมื่อทารกคลอดออกมาอาหารยังคงมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสมอง ซึ่งจะมีการเจริญมากในช่วงนี้จนถึงอายุ 3 ปี หลังจากนั้นการเจริญเติบโตทางด้านขนาดของสมองจะช้าลง จะเห็นได้ว่าช่วงทารกในครรภ์และช่วงวัยแรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี ร่างจำเป็นต้องได้รับอาหารที่เหมาะสมและเพียงพอ เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกายและของสมองตามแต่ศักยภาพของเด็กแต่ละคน
ทารกแรกเกิด จะมีหัวข้อย่อยๆ คือ
อาหารมือแรกของลูกต้องเป็นนมแม่
เคล็ดลับสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ปัญหาที่พบบ่อยในการเลี้ยงลูกด้วนนมแม่ คือ
1. น้ำนมน้อย
2. หัวนมแตก
3. ลูกเกิดก่อนกำหนด ต้องการนมพิเศษ
4. ลูกคลอดโดยการผ่าออกทางหน้าท้องอ
5. ลูกทานนมแม่ แม่ทานอะไรดี
นมผงสำหรับเด็กแรกเกิด
เตรียมนมให้ลูก
ตัวเหลืองนานเพราะนมแม่
ทานนมแม่แล้วถ่ายผิดปกติ ร้องกวน คล้ายปวดท้อง
อายุ 1-3 เดือน
ปัญหาที่พบบ่อยในระยะนี้
1. ท้องผูก
2. อาเจียน
3. เบื่อนมและน้ำหนักตัวขึ้นช้า
อายุ 3- 6 เดือน
ดื่มน้ำส้มนอกจากนม
เริ่มทานข้าว
อายุ 7- 12 เดือน
จะเปลี่ยนนมดีไหม อาหารเสริม
ปัญหาที่พบบ่อยในระยะนี้
1. น้ำหนักตังขึ้นน้อย
2. ท้องผูก
3. อ้วนมากเกินไป
4. เบื่อนม
อายุ 1-3 ปี
เริ่มทานอาหาร 3 มื้อ
หลักในการทานข้าว
ดื่มนมชนิดใดดี
เลิกขวดนม
ปัญหาในวัย 1- 3 ปี
ดูแลฟันลูกให้ดี
ยาบำรุงชนิดต่างๆ
1. วิตามินบำรุงสมอง
2. ยาเม็ดโปรตีนหรือซุบไก่สำหรับเด็ก
3. ยาบำรุงร่างกายทั่วๆไป
4. ยากระตุ้นให้เจริญอาหาร
อ้วนมากเกินไป
ทานนมเปรี้ยวมากเหลือเกิน
นมพร่องมันเนย
ท้องผูกมาก
การดูแลทางด้านอาหารของลูกในวัยนี้มีความสำคัญมาก วัยนี้เป็นช่วงที่สมองของลูกมีการพัฒนาอย่างมาก ลูกแต่ละคนมีความยากในการทานอาหารไม่เท่ากัน ถ้าลูกเป็นคนที่ทานเก่ง คุณพ่อคุณแม่ก็จะสบายใจ แต่ในกรณีที่ลูกเป็นคนที่ทานไม่เก่ง จะทำให้เกิดความเครียดต่อคุณพ่อคุณแม่มากไม่ต้องกังวลใจ ถ้าลูกทานอาหารได้เพียง 80 เปอร์เซ็นต์ในบางมื้อหรือไม่ทานในบางมื้อไม่ต้องกังวล ลูกจะมาทานชดเชยในมื้อถัดมาลูกบางคนมีการเจริญเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงทานอาหารไม่มากแต่คุณพ่อคุณแม่อยากให้ทานมากๆ จึงติดสินบนลูกทุกวีทางจนลูกจับได้ เรื่องของการทานอาหารมาบังคับในพ่อแม่ทุกๆ เรื่อง จนในที่สุดลูกเสียนิสัยไปเพราะความหวังดีของคุณพ่อคุณแม่ในเรื่องอาหาร

ส่วนที่สอง โอกาสของชีวิต
แพทย์หญิงวินัดดา ปิยะศิลป์ กล่าวว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์จะพึงให้กันก็คือ “ โอกาส ” และการให้โอกาสแก่คนรอบข้างโดยเฉพาะกับลูกที่รักของเราจึงเป็นการให้ของพ่อแม่ที่สมบรูณ์แบบและยิ่งใหญ่สูงสุด แต่การให้โอกาสจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กๆ จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้และการใช้เทคนิคลูกเล่นได้อย่างพอเหมาะ จำจะทำให้เด็กๆ ของเราพัฒนาขึ้นไปอย่างเต็มศักยภาพ มีความสุข มีความภาคภูมิใจในชีวิตที่ได้เกิดมา และที่สำคัญก็คือ เด็กๆ เหล่านี้เมื่อเติบใหญ่จะสามารถกลายเป็น “ ผู้ให้โอกาส ”แก่ผู้อื่นรอบข้างต่อไป พ่อแม่หลายคู่ละเลยเวลาที่ควรจะฝึกสอนลูกไปอย่างน่าเสียดายแทนทั้งๆ ที่รักลูกอย่างสุดหัวใจ เพียงแต่ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเด็ก การเผยแพร่ความรู้เรื่องเด็กและการกระตุ้นเรื่องพัฒนาทักษะของเด็กจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการที่จะให้พ่อแม่ยุคใหม่ ที่ใฝ่หาความรู้นำไปประยุกต์ใช้กับลูก
ขณะอยู่ในครรภ์จะแบ่งเป็นข้อดังนี้
ทารกเจริญเติบโตเร็วช้าแค่ไหน อะไรที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ถึงแม้ว่าตัวอ่อนของทารกจะถูกปกป้องอย่างดี ภายในมดลูกของแม่ หลายสิ่งหลายอย่างที่มีอิทธิพลส่งผลทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ แบ่งปัจจัยออกเป็น 2 ด้านใหญ่ ที่สำคัญคือ 1. ด้านพันธุกรรม 2. ด้านสิ่งแวดล้อม
สภาพจิตใจของแม่มีผลต่อลูกจริงหรือ
รู้ได้อย่างไรว่าแม่เครียด
1. อาการที่แสดงออกทางร่างกาย
2. อาการที่แสดงออกทางพฤติกรรม
3. อาการที่แสดงออกทางอารมณ์
ทำอย่างไรจึงจะตั้งครรภ์แบบไม่เครียด โดยวิธีการดังต่อไปนี้
1. ค้นหาสิ่งที่ดีจากการตั้งครรภ์
2. หาความรู้เพิ่งเติมเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และกระบวนการคลอด
3. วางแผนเตรียมตัวล่วงหน้า
4. หาสิ่งบันเทิงใจ หรือหากิจกรรมคล้ายเครียด
5.ทำชีวิตคู่ให้โรแมนติก
พ่อแม่มีความสำคัญต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า
เป็นไปได้หรือไม่ที่แม่จะมีความรักใคร่ผูกพันกับทารกในครรภ์
ทารกในครรภ์เรียนรู้ได้จริงหรือ
กระตุ้นพัฒนาทารกในครรภ์ ทำได้แค่ไหน
คลอดอย่างไรจึงไม่กระทบกระเตือนต่อสมองของเด็ก
การปรับตังของทารกต่อโลกใหม่หลังคลอด
อายุ 0 - 6 เดือนแรกของชีวิต
เติบโตเร็วไปไหม
อารมณ์ของลูก
- กลุ่มเด็กเลี้ยงง่าย
- กลุ่มเด็กเลี้ยงยาก
- กลุ่มที่ปรับตัวช้า หรือที่เรียกเล่นๆ ว่ากลุ่มเด็กยึกยัก
ความรักระหว่างแม่และลูก
การสื่อภาษา หนทางในการติดต่อกับผู้คน
เรียนรู้ได้มากเกินคาด
ความแตกต่างระหว่างเด็กแต่ละคน
แล้วพ่อจะอยู่ตรงไหน
อายุ 7 – 12 เดือน
เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ลึกซึ้งมากกว่าที่คุณคาดคิด
อารมณ์ร่าเริง แจ่มใส่ เป็นรากฐานที่สำคัญของชีวิต
รักและผูกพัน นำไปสู่ความไว้วางใจ
การสื่อภาษา : ทักษะที่ต้องช่วยฝึก
รู้จักตัวตนและการรอคอย
ปัญหาที่พบบ่อยในช่วงอายุ 1 ปีแรก
ร้อง 3 เดือน
ถ้าอุ้มเด็กมาก จะติดมือไหม
แม่มือใหม่ กลัวจะทำพลาด
อารมณ์ซึมเศร้าหลังคลอด
ความผิดหวังของแม่
นอนกลางวัน เล่นกลางคืน ทนไม่ไหวแล้ว
ทำอย่างไรถ้ากลางวันเด็กนอนน้อย แต่กลางคืนนอนยาวได้ตลอดคืน
ไม่กลัวคนแปลกหน้าเลย จะผิดปกติไหม
เอาแต่ใจตัวเอง รอนานไม่ได้จะกรี๊ดทันที
ร้องกลั้นจนตัวเขียว จะทำอย่างไร
ชอบโขกศีรษะเวลาไม่พอใจ
อายุ 2-3 ปี
ซุกซนเหลือเกิน
พูดมาก
เอาแต่ใจตัวเอง
กำลังบ้ายอ
อยากทำเอง
แยกจากได้นานขึ้น
ปัญหาที่พบบ่อยในช่วงอายุ 2-3 ปี
เอาแต่ใจ…ปล่อยไปก่อนจะดีไหม
นอนดิ้น อาละวาด
ติดแม่…กลัวไปหมดทุกอย่าง
เข้าโรงเรียนเร็วๆจะได้มีเพื่อน
พูดช้า ปากหนักหรือเปล่า
เล่นซ้ำซาก
ไม่ยอมช่วยตัวเอง พี่เลี้ยงทำให้หมด
คนทุกคนชอบความสบาย ถ้าให้เลือกระหว่างอยู่กับบ้านกับการไปโรงเรียนเด็กหลายคนที่เลือกอยู่กับบ้าน ถ้าให้เลือกระหว่างการนอนดูทีวีกับการลุกขึ้นมาทำการบ้าน ทุกคนก็ต้องเลือกการนอนดูทีวี ซึ่งเป็นเรื่องที่ธรรมดามาก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า เมื่อเด็กเรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องทานข้าวเอง เดี๋ยวก็จะมีคนมาป้อนอาหารให้ ไม่เห็นจำเป็นต้องเก็บของเล่นเพราะพี่เลี้ยงก็ต้องมาเก็บอยู่แล้ว เรื่องอะไรจะต้องไปทำให้เหนื่อยยาก
การแก้ปัญหาทำได้ง่ายๆคือ ลดความช่วยเหลือลงและให้โอกาสเด็กฝึกทำช้าหน่อย ทำได้ไม่เรียบร้อยเท่าผู้ใหญ่แต่ก็ต้องทำประโยชน์ของการฝึกให้เด็กรู้จักช่วยตนเองตามวัยและช่วยเหลือผู้อื่นทั้งในบ้านและนอกบ้านนั้นจะเป็นการฝึกให้เด็กมีโอกาสฝึกฝนทักษะในด้านต่างๆแล้วยังไปกระตุ้นสมอองให้รู้จักคิด ไตร่ตรองปัญหา แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ ได้เรียนรู้ที่จะตัดสินใจ ถ้าทำได้สำเร็จเด็กจะได้รับการยอมรับซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจในตนเองต่อไป
ระยะที่ลูกอยู่ในครรภ์
จนถึงอายุ 3 ปี หลังคลอด
เป็นช่วงที่สมองของลูก
มีการพัฒนามากที่สุดในชีวิต
อาหารที่ครบองค์ประกอบ
จำเป็นมากต่อการพัฒนาสมอง
คุณพ่อและคุณแม่จึงต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ
การดูแลทางใจก็สำคัญ
จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกให้ดียิ่งขึ้น
ลูกที่คุณรักดังดวงใจ
จะเติบโต สมบูรณ์ แจ่มใสได้
ด้วยการดูแลเอาใจใส่ที่ถูกวิธี

ความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือ
หนังสือเรื่องนี้เป็นการดูแลทารกตั้งแต่ในครรภ์จนถึงอายุ 3 ปี เป็นการให้ความสำทารกในแต่ละช่วง ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากคุณพ่อคุณแม่หลายๆด้าน เช่นการดูแลในเรื่องอาหารที่จำเป็นต่อการบำรุงสมอง การปฏิบัติตัวของคุณแม่ ไม่เพียงแต่อาหารเท่านั้น การดูแลทางจิตใจก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกเพื่อให้เด็กมีสุขภาพทางกายและจิตใจที่สงบ

นางสาวรัตติยา โสรเนตร รหัส 52191860207 เลขที่ 7 ห้อง 2
คณะครุศาสตร์ โปรแกรมการศึกษาปฐมวัย ระดับ ค.บ. 5/2

234 สุวรรณรัตน์ จริตรัมย์




ชื่อหนังสือ รู้จักเด็กจากงานประสบการณ์จากครูถึงเพื่อนครู
ผู้เขียน ทัศนีย์ ผลเนืองมา
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพมหานคร
สำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จำนวนหน้า 197 หน้า
รายละเอียด


บทที่ 1 แนวคิดพื้นฐานและวิธีการรู้จักเด็กผู้เขียนกล่าวถึง
ทำไมต้องรู้จักเด็ก
เพราะเด็กแต่ละคนมีลักษณะแตกต่างกัน การรู้จักเด็กจะทำให้ครูเข้าใจเด็กได้ดี สามารถสั่งสอนและอบรมเด็กได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ครูต้องรู้จักเด็กประวัติ ลักษณะนิสัย ความสามารถ การเรียนรู้
1. ธรรมชาติของเด็ก
1.1 เด็กชอบจับกลุ่มกับเพื่อนรุ่นคราวเดียวกันโดยไม่สนใจพ่อแม่
1.2 ยกย่องเพื่อนร่วมชั้นมากกว่าพ่อแม่และผู้ใหญ่
1.3 มีความก้าวร้าว
พฤติกรรมเกิดขึ้นกับวัย
1. พัฒนาการทางร่างกาย
ชอบการออกกำลังกาย รับประทานอาหารได้เอง เด็กจะเลียนแบบผู้ใหญ่ เด็กผู้หญิงจะมีพัฒนาการเร็วกว่าผู้ชาย การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายจะประสานกันมากขึ้น
2. พัฒนาการทางอารมณ์
เด็กจะขาดความอดทน เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง เด็กจะชอบการผจญภัย กลัวการไม่ยอมรับจากเพื่อน จะเลียนแบบดาราหรือผู้ที่เด่นในสังคม
3. พัฒนาการทางสังคม
ต้องการให้เพื่อนยอมรับอยากทำอะไรเหมือนวัยรุ่น เด็กผู้หญิงกับผู้ชายจะไม่ยอมเล่นด้วยกัน เริ่มแบ่งกลุ่ม เลียนแบบการแต่งกายของครู เอาใจครู เริ่มมองเห็นความแตกต่างระหว่างของเด็กกับผู้ใหญ่
4. พัฒนาการทางสติปัญญา
เด็กคิดอย่างมีเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมได้มีความอยากรู้อยากเห็น จับต้อง รื้อถอน จะรับผิดชอบและซื่อสัตย์ในการทำงาน สามารถอ่านหนังสือได้เข้าใจและอ่านหนังสือเพื่อความสนุกสนาน
2.พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
พันธุกรรม เป็นสิ่งที่เด็กได้รับมาแต่กำเนิดจาก บิดา มารดา คือ ร่างกายและจิตใจ เด็กที่มีบิดามารดาเดียวกัน รูปร่างหน้าตา นิสัยใจคอแตกต่างกัน สิ่งแวดล้อม สุขภาพจิตใจของเด็กจึงแตกต่างกัน
สิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นได้ตามความต้องการ ดังต่อไปนี้
1. การอบรมเลี้ยงดูจากบิดามารดา
2. สภาพความเป็นไปในบ้าน
3. ตัวของเด็ก ปัญหาและความต้องการต่างๆ
4. สภาพความเป็นไปในโรงเรียน
5. สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ
3.การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ผู้ปกครอง
1. อบรมแบบประชาธิปไตย พ่อแม่เลี้ยงดูแบบความยุติธรรม อกทน ไม่ตามใจหรือเข้มงวดมากเกินไป ยอมรับความสามารถและความคิดเห็นของลูก
2. อบร่มแบบปล่อยปละละเลย พ่อแม่เลี้ยงดูแบบตามใจ จะไม่เอาใจใส่ช่วยเหลือแนะนำ และลูกมีความรู้สึกกว่าตนเองคุณพ่อคุณแม่เกลียดชัง
3. แบบให้ความคุ้มครองมากเกินไป พ่อแม่ปกป้อง คุ้มครอง และให้ความช่วยลูกอยู่ตลอดเวลา ทำให้ลูกมีความรู้สึกว่าไม่ได้รับความสะดวกในการทำตามความต้องการของตนเอง
4.สภาพของครอบครัว
1. ครอบครัวที่อยู่ท่ามกลางเพื่อนบ้านที่มีความเอื้อเฟื่อเผื่อแผ่และการศึกษาดี
2.ครอบครัวที่มีการแบ่งหน้าที่ให้สมาชิกของครอบครัวได้ทำอย่างเหมาะสม
3.ครอบครัวที่การต้อนรับแขกหรือมีงานเลี้ยงเพื่อพบญาติมิตร
5.โรงเรียนและการเอาใจใส่ดูแลของครู
โรงเรียนเป็นสถานบันที่มีหน้าที่อบรมและให้การเรียนรู้แก่เด็ก ปลูกฝังและส่งเสริมพัฒนาการทางด้านต่างๆ แก่เด็ก ครูควรจัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ การที่ครูแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวบ่อย ย่อมทำให้เด็กเลียนแบบลักษณะก้าวร้าวจากครู ครูที่แสดงแบบอย่างอาการโกรธ ไม่พอใจผู้อื่น และใช้วิธีการแก้ปัญหา ครูไม่สามารถสอนให้เด็กเรียนรู้การให้อภัยและอดกลั้นได้
วิธีการรู้จักเด็ก
1. ควรพูดคุยกับพ่อแม่
2. ทำการสังเกตนักเรียน
3. ศึกษาประวัตินักเรียน
4. สำรวจลักษณะที่ครูสนใจ ด้วยวิธีการที่ครูพัฒนาขึ้นเองอย่างง่ายๆ
5. ประมวลผลสรุปข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล
ครูที่สอนเด็กๆ ไป แล้วมีรูปแบบการสอนหลายแบบและมีกิจกรรมต่อไปนี้
1. ให้เด็กทำประวัติของตนเองในรูปแบบเฉพาะห้องเพื่อใส่ในแฟ้มสะสมผลงาน
2. การสังเกตของครูที่มีเด็กทั้งด้านการเรียนและพฤติกรรม
3. การจดบันทึกผลการเรียนและพฤติกรรมของเด็ก เช่น การรับประทานอาหาร การทำความดี การรับผิดชอบนำอุปกรณ์การเรียนมาโรงเรียน การทำแบบฝึกและการทำการบ้าน
4. การพบ พูดคุยกับผู้ปกครอง หรือเป็นการครูพบกับผู้ปกครอง การทำกิจกรารมร่วมกันของสมาคมผู้ปกครองและครู

บทที่ 2 รู้จักเด็กจากงานในภาพร่วมผู้เขียนกล่าวถึง
ผู้เขียนกล่าวว่า การเรียนเป็นการเรียนรู้ที่เด็กได้รับจากกิจกรรมที่ตนเองได้ทำ และการเรียนรู้ของครู จากการศึกษางานของเด็ก การจัดกิจกรรมให้เด็กเป็นสิ่งอยู่รอ ตัวเด็กทั้งสิ้น การเลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้ เด็กที่สนใจเพาะลูกน้ำให้เป็นยุง เด็กสามารถเข้าใจวงจรชีวิตของยุง สนใจที่จะนำหนังสือมาอ่าน เด็กเริ่มทำสิ่งที่เขาสนใจหรือสิ่งที่ยากขึ้นกว่าเดิม เช่น เหลาดินสอด้วยมีดคัดเตอร์ การให้เด็กได้ทดลองทำสิ่งต่างๆ ที่เขาสามารถทำได้ บางสิ่งผู้ใหญ่ช่วยเหลือ ฝึกการสังเกตและพัฒนาความคิดได้หลากหลาย การกางและเก็บโต๊ะปิงปอง เป็นการฝึกให้เด็กได้รู้จักเก็บของที่เด็กเล่นให้เขาที่ การทำการบ้านเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์มีระเบียบ มีความรับผิดชอบในตนเองได้ต้องเริ่มจากครอบครัว เด็กบางคนมีเวลาดูแลสุขภาพของตนเอง โดยผู้ปกครองได้พาไปตรวจโรคและทดลองภูมิแพ้ เด็กทำกิจกรรมร่วมกันอย่างมีความสุข


ในบทที่ 2 ผู้เขียนทดลองจัดกิจกรรมให้เด็กเช่น การทดลอง ทัศนศึกษา ประกอบอาหาร
งานประดิษฐ์และศิลปะ เล่นกีฬา ทำงานบ้าน กิจกรรมรวมหลายๆ กิจกรรม


บทที่ 3 การรู้จักเด็กจากงานรายบุคคล : การทดลองผู้เขียนกล่าวถึง

ผู้เขียนกล่าวว่า การทดลองมีเด็กเขียนวิธีทำทั้งหมด 10 คน จากการสำรวจกิจกรรมที่เด็กเลือกทำเป็นอันดับ 1 แต่เลือกเขียนอธิบายวิธีทำกิจกรรมน้อยกว่าประกอบอาหาร 2 คน เพราะการประกอบอาหารสามารถทำกิจกรรมการทดลองได้ดีที่สุด คือ การเลี้ยงหนอนผีเสื้อ การทำงานที่สับสน คือการต่อรถมินิคาร์ เพื่อให้เด็กได้ใช้ความรู้และทักษะการใช้สานสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อเล็กและใหญ่
ตัวอย่าง เด็กหญิง สอง เลี้ยงปลา ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ได้ความรู้ว่า ปลากำจัดยุงได้ เพราะปลากินลูกน้ำ เด็กได้อธิบายอุปกรณ์มา 3 ชนิด อ่างบัว ปลา อาหารปลา โดยการนำปลาไปใส่ในอ่างบัว ให้อาหารปลาเป็นประจำทุกวัน สังเกตว่าจะมีลูกปลาเกิดขึ้นจำนวนมากมาย และเด็กเขียนว่าอยากเต้นรำอีก ทักษะการบรรยายของเธอใช้ ได้ แสดงถึงความละเอียดในการดูแลให้อาหารปลาและรดน้ำไม้ที่เด็กปลูก รูปที่เด็กวาดมีทั้งการเลี้ยงปลา และการปลูกต้นไม้


บทที่ 4 การรู้จักเด็กจากงานรายบุคคล : ทัศนศึกษาผู้เขียนกล่าวถึง

ผู้เขียนกล่าวไว้ว่า การทัศน์ศึกษาเป็นกิจกรรมที่เด็กๆ สามารถทำได้น้อย เป็นเหตุที่ทำได้น้อย เพราะการเขียนกิจกรรมทัศนศึกษาเขียนได้ยากกว่าการทำอาหาร โดยเฉพาะ การไปทัศนศึกษาที่ภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก ได้กางเต็นท์นอนทำให้ได้สัมผัสธรรมชาติ มีการก่อกองไฟ ได้เดินดูสถานที่ต่างๆ เป็นการออกกำลังกายไปในตัว เป็นนักเรียนที่กระตือรือร้นในการเรียน คุยเก่งและมีความรู้รอบตัว กล้าซักถาม มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง การไปทัศนศึกษาจึงได้ความรู้รอบตัวด้านต่างๆ มาก ได้เรียนรู้ธรรมชาติด้านชีววิทยา ด้านประวัติศาสตร์และการเมืองไทยที่เกิดขึ้นที่ภูหินร่องกล้า เด็กสามารถจดจำและสามารถนำมาเล่าให้เพื่อนฟังได้ถูกต้องและน่าสนใจ และสามารถเขียนบรรยายได้ และการให้เด็กไปทัศนศึกษานั้นเป็นการเรียนรู้ของเด็กที่ได้ประสบการณ์และได้เรียนรู้ด้วยตนเอง


บทที่ 5 การรู้จักเด็กจากงานรายบุคคล: การประกอบอาหารผู้เขียนกล่าวถึง
เด็กวาดและแสดงขั้นตอนการประกอบอาหาร เด็กสนใจอยากรู้อยากเห็น และได้ให้มีส่วนร่วมในการประกอบอาหาร อาหารบางชนิดเด็กสามารถทำกินเองได้ ถ้าอยู่บ้านคนเดียว เขาสามารถทำอาหารเลี้ยงตัวเองแบบง่ายๆ และภาพที่วาดประกอบการทำกิจกรรมมีหลายอย่าง การประกอบอาหารของเด็กเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมีรายละเอียดในภาพ บอกให้เห็นถึงลักษณะนิสัยของงเขาที่มักทำงานให้เสร็จเร็วๆ แต่มักผิดพลาด การให้เด็กทำงานเองเพื่อให้รู้จักช่วยเหลือตนเองได้เป็นสิ่งดีแต่ไม่ควรปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียวโดยไม่มีผู้ใหญ่ช่วยดูแล อาจเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้นได้เสมอ


บทที่ 6 การรู้จักเด็กจากงานรายบุคคล; งานประดิษฐ์และศิลปะ
เป็นการฝึกใจเย็นและเป็นเด็กที่มีความอดทน เด็กวาดภาพที่เขาได้เรียนรู้ เป็นการฝึกสมาธิ สามารถถ่ายทอดการเรียนรู้จากภาพ งานศิลปะได้รับความสนุกสนาน มีความสนใจในการทำ
กิจกรรมงานประดิษฐ์และศิลปะ เช่นการทำกระทง การออกแบบและลงสี การหัดทำเทียน


บทที่ 7 การรู้จักเด็กจากงานรายบุคคล : เล่นกีฬาผู้เขียนกล่าวถึง
เด็กได้เรียนรู้การป้องกันตัว มีความสนุกสนานและได้ออกกำลังกาย การเลือกเรียนกีฬา นอกจากนั้นทำให้เขาแข็งแรง คุณพ่อคุณแม่จึงให้การสนับสนุนให้เข้าค่ายกีฬา นอกจากนั้นทำให้เขาได้มีเพื่อนมากขึ้น และเป็นคนตรงต่อเวลา เพราะต้องตื่นให้ทันไปเล่น ทำให้มีความสุข เพราะเล่นแล้วสนุกสนาน ได้เรียนรู้กติกาของการเล่นกีฬา รู้จักระเบียบวินัยที่เขาอยู่ในสถานที่พัก ระเบียบการแข่งขัน และเด็กได้ประสบการณ์จากการเล่นกีฬา


บทที่ 8 การรู้จักเด็กจากงานรายบุคคล : ทำงานบ้านผู้เขียนกล่าวถึง
เด็กมีทัศน์ที่ดีต่อการทำงานบ้าน อารมณ์ดี วาดภาพแสดงถึงความมีอารมณ์ขันแทรกอยู่ มีความตั้งใจในการทำงาน เด็กอาจทำงานบ้านในสิ่งที่เคยทำหรือไม่เคยทำ เช่น ซักผ้า ล้างจาน และรดน้ำต้นไม้ ผู้เขียนกล่าวว่า เด็กทำและเขียนรายงานอยู่ 2 คน คือ การทำความสะอาดบ้าน ตามความเป็นจริงแล้วเด็กๆ ได้ช่วยงานบ้านกันอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เขียน แต่บอกว่าเป็นกิจกรรมที่อยากทำต่อไป ปัจจุบันผู้ปกครองมักให้เด็กทำงานบ้านน้อย มักจะทำให้เด็กทำกิจกรรมนอกบ้านมากกว่า


บทที่ 9 การรู้จักเด็กจากงานรายบุคคล : เรียนเพิ่มเติมและอื่นๆผู้เขียนกล่าวถึง
เป็นการเพิ่มเติม เรื่องการเต้นขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นจะเป็นเรื่องอื่นๆ คือ การไปหาหมอตรวจพบว่าเป็นโรคไซรัส การเรียนรู้การทำงานที่ร้านทองและการไปทอดกฐินที่ต่างจังหวัด กิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มเติมของเด็กคนอื่นมีมาก ให้จัดให้อยู่เป็นประเภทของกิจกรรมเฉพาะ เช่น การเล่นกีฬา การทำงานประดิษฐ์และศิลปะ ผู้เขียนกล่าวว่า สิ่งที่เด็กเขียนจากใจจริงของเด็ก โดยไม่มีใครแนะนำให้เขียน เป็นเด็กที่มีความลึกซึ้ง แม้ว่ามีนิสัยพูดจาตรงไปตรงมา และมีความเชื่อมั่นในตนเอง


บทที่ 10 การวิเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับเด็กและแนวทางการพัฒนา เด็กผู้เขียนกล่าวถึง
1. เด็กใช้เวลาว่างในระหว่างปิดภาคเรียนให้เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์ เด็กสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เด็กทำกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว เช่น การทำอาหารซึ่งตนเองและครอบครัวรับประทานอาหารได้ และเป็นการฝึกทำ
2. เด็กทำการบ้านด้วยความเต็มใจและมีความสนุกสนานในการเรียนรู้ กิจกรรมทุกชนิดเด็กทำด้วยความเต็มใจ เด็กสามารถคิดและเลือกทำงานด้วยตังเองได้ การทำสิ่งที่จำเป็น คือ ไปตรวจสุขภาพของตนเองกับพ่อแม่ และได้สาเหตุของการทำขนมชนิดต่างๆ ทั้งสนุกและอิ่ม
3. เด็กได้การทำและทดลองด้วยตนเอง สามารถอธิบาย ขั้นตอนการทำงานด้วยการวาดรูปประกอบได้
เด็กทดลองด้วยตนเอง เพราะความอยากรู้อยากเห็น ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงลูกอ๊อด เมื่อศึกษาขั้นตอนการทำงานด้วยการวาดภาพ ได้อย่างชัดเจนและตั้งใจพร้อมทั้งระบายสีได้อย่างสวยงาม และเด็กมีความสามารถในการวาดภาพ
4. เด็กได้บันทึกการสังเกต พัฒนาความคิดและสามารถจดบันทึกความรู้ได้ เด็กส่วนมากใช้ทักษะการสังเกตและได้พัฒนาความคิดตามศักยภาพของแต่ละคน เห็นความตั้งใจ ความพยายาม ความกระตื้อรื้อร้น อยากรู้ของเด็กๆ เด็กอยากวาดภาพสิ่งที่ตนเองได้ทำไว้ เด็กบางคนทำงานไม่เป็นระบบ ซึ่งเกิดจากการเลี้ยงดูและขาดการฝึกฝนในการทำงาน เด็กประเภทนี้จะต้องได้รับการแนะนำวิธีการทำงานให้มีระบบมากขึ้น ทั้งจากครูและผู้ปกครอง


บทที่11 บทเรียนที่ได้รับและความสำเร็จที่ประเมินได้ ผู้เขียนกล่าวถึง
1. ครูได้รู้จักเด็กในด้านต่างๆ ดังนี้
1.1 เด็กมีความกระตื้อรื้อร้น ในการทำการบ้าน มีความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่รู้สึกบังคับให้ทำงาน สามารถเลือกงานทำตามความสนใจ
1.2 เด็กมีความสนใจใฝ่เรียนรู้หลายด้าน
1.3 ได้เห็นลักษณะนิสัยอันพึงประสงค์มากมาย ได้แก่ การรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
1.4 เด็กได้เรียนรู้การแก้ปัญหาต่างๆ จากงานที่เด็กๆได้ทำ
1.5 ความสามานรถในการเขียนอธิบายหรือบรรยาย สิ่งที่เด็กได้พบเห็น
1.6 ครูได้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคล ทำให้เป็นผลดีต่อการสอน
1.7 ครูได้ข้อคิดที่จะนำไปปรับปรุงเด็กรุ่นต่อๆไปหลายอย่าง เช่น การให้งานแก่เด็กๆ การติดต่อของความร่วมมือกับผู้ปกครอง
2. ครูต้องมีวิสัยทัศนกว้าง เรียนรู้และทำงานร่วมกับเด็กอย่างใกล้ชิด
2.1 ติดตามข่าวสารต่างๆ แม้แต่โฆษณาที่น่าสนใจ
2.2 การส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจแก่เด็กๆ
2.3 การอธิบายการทำงาน
2.4 การเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดเอง แสวงหาความรู้และแก้ปัญหาด้วยตนเอง
3. ความร่วมมือของเด็กและผู้ปกครอง
3.1 ให้คำแนะนำช่วยเหลือมือแก้ปัญหา
3.2 การฝึกให้เด็กทดลองการทำงาน
3.3 ผู้ปกครองพาลูกไปทัศนศึกษา ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

ความคิดเห็นที่มีต่อหนังสือ
หนังสือ “ รู้จักเด็กจากงานประสบการณ์จากครูถึงเพื่อนครู ” ของอาจารย์ ทัศนีย์ ผลเมืองมา นั้นเป็นวิธีการที่ครูจะรู้จักเด็กนักเรียน ด้วยการให้แสดงออกโดยเสรี การรู้จักผู้เรียน เป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน ครูที่รู้จัก เข้าใจธรรมชาติ ความต้องการ และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนเป็นอย่างไร ย่อมรับรู้ถึงความแตกต่างของผู้เรียนและสามารถจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคนเพราะอาจส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนการสอน ส่วนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กทุกคนมีปัญหาในครอบครัวส่วนหนึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่ผู้ปกครองหลายท่านไม่รู้จักหลานของตนเองไม่เข้าใจความรู้สึก
ผู้เป็นครูทุกคนต่างมีศักยภาพและวิธีการที่หลากหลายในการทำความรู้จักผู้เรียนทุกคน และผู้ปกครองสามารถนำประสบการณ์เพื่อนำไปใช้ในการเข้าใจลูกหลานของตนเอง

นางสาวสุวรรณรัตน์ จริตรัมย์ รหัส 52191860234 เลขที่ 34 ห้อง 2
คณะครุศาสตร์ โปรแกรมการศึกษาปฐมวัย